“พีรพัฒน์” ชูแลนด์บริดจ์ เป็น “ประตูเศรษฐกิจใหม่” ของไทย ย้ำ ไม่ใช่ยาวิเศษแต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญในรอบหลายสิบปี หนุนไทยก้าวสู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน สร้างงาน 2.8 แสนตำแหน่ง เพิ่มจีดีพี 1.5% ต่อปี พร้อมยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้าในอนาคต
วันนี้ (29 พ.ค.) นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย กล่าวสรุปญัตติในการพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์ โดยย้ำว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” ที่จะสามารถแก้ไขทุกปัญหาของประเทศไทยได้ภายในชั่วข้ามคืน แต่ถือเป็นทางออกและประตูบานใหม่ที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ประเทศไทยควรเลือกเดิน
นายพีรพัฒน์ กล่าวว่า ในมิติทางเศรษฐกิจ มีสมาชิกหลายคนได้อภิปรายถึงประโยชน์ของโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งการสร้างงานมากกว่า 280,000 อัตรา การเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้ถึง 1.5% ต่อปี รวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งช่วยลดภาระการใช้งบประมาณและภาษีของประชาชน
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังจะช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเดินเรือและโลจิสติกส์ของอาเซียน โดยสามารถลดระยะเวลาการเดินเรือของโลกได้ 3-4 วัน และหากโครงการเกิดขึ้นในอนาคต จะสามารถขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้ตรงสู่ท่าเรือระนองได้โดยตรง ช่วยลดระยะเวลาเดินทางได้มากถึงประมาณ 14 วัน และเป็นทางเลือกสำคัญรองรับเศรษฐกิจจีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
“โอกาสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และเป็นโอกาสที่ประเทศไทยมีอยู่มาตลอด แต่เราไม่เคยใช้มันอย่างจริงจัง” นายพีรพัฒน์กล่าว
นายพีรพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในด้านความมั่นคง ปัจจุบันทั่วโลกได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพ แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ ช่องแคบมะละกาซึ่งอยู่ใกล้ประเทศไทย มีปริมาณการขนส่งน้ำมันสูงถึง 23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากกว่าช่องแคบฮอร์มุซที่มีปริมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ดังนั้น หากในอนาคตเกิดสงครามหรือมีการปิดกั้นเส้นทางการค้าในบริเวณดังกล่าว ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงกว่าวิกฤตใดๆ ที่ประเทศไทยเคยเผชิญมา แม้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่รัฐบาลมีหน้าที่เตรียมความพร้อมของประเทศล่วงหน้า เพื่อไม่ให้การส่งออกสินค้าของไทยได้รับผลกระทบ และยังช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองของประเทศไทยในภูมิภาคเอเชีย
“แลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่แค่โครงการเศรษฐกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศชาติ” นายพีรพัฒน์ กล่าว
สำหรับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม นายพีรพัฒน์ ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะดำเนินการภายใต้แนวคิดการพัฒนาสมัยใหม่ โดยมีการจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (ESIA) ใช้แนวคิด Green Port หรือท่าเรือสีเขียว เทคโนโลยีสมาร์ทโลจิสติกส์ และพลังงานสะอาด รวมถึงออกแบบโครงสร้างให้สอดคล้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น การเจาะอุโมงค์และการกำหนดแนวเส้นทางเพื่อรักษาพื้นที่ป่าและระบบนิเวศให้ได้มากที่สุด
“เป้าหมายของเราไม่ใช่การเลือกระหว่างเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม แต่คือการทำทั้งสองอย่างเดินไปด้วยกันได้” นายพีรพัฒน์กล่าว
นายพีรพัฒน์ ย้ำว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่โครงการของภาคใต้เพื่อประโยชน์เฉพาะคนใต้ แต่เป็นอนาคตทางเศรษฐกิจของคนไทยทุกภูมิภาค ทุกช่วงวัย พร้อมเตือนว่า บางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดคือการไม่ลงมือทำอะไรเลย
“อีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า ผมไม่ต้องการให้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมาพร้อมคำถามว่า ในวันที่เรามีความพร้อม ทำไมเราจึงปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป ดังนั้น คำถามในวันนี้ไม่ใช่ว่าเราควรทำหรือไม่ แต่คือเราจะทำอย่างไรให้แลนด์บริดจ์ประสบความสำเร็จ และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวไทยทุกคน” นายพีรพัฒน์ กล่าว


