“ณัฐพงษ์” หนุนตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้ โจทย์สำคัญไม่ใช่สร้างหรือไม่สร้าง แต่ต้องตอบให้ได้ว่าจะพัฒนาภาคใต้อย่างไร ซัดรัฐบาลมอง 14 จังหวัดใต้ เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก พร้อมชูโมเดล SBRC ใช้ความหลากหลายทางชีวภาพสร้างเศรษฐกิจยั่งยืนแทน SEC
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวสรุปปิดญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่า การพิจารณาเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการหาคำตอบว่าจะทำหรือไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์ หรือพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) แต่เป็นการตอบคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะมียุทธศาสตร์พัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืนในรูปแบบใด
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในการอภิปรายตลอด 2 วันที่ผ่านมา มีสมาชิกสภาหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตต่อโครงการดังกล่าว รวมถึง สส.จากพรรคร่วมรัฐบาลที่ตั้งคำถามต่อข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) หลายประเด็น จึงอยากถามนายกรัฐมนตรีว่า ก่อนตัดสินใจผลักดันโครงการนี้ ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากสมาชิกในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่
“วันนี้สภากำลังพิจารณาเพียงว่าจะตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาหรือไม่ ไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะสร้างหรือไม่สร้างแลนด์บริดจ์ ดังนั้นเมื่อสมาชิกทุกพรรคยังมีคำถามต่อโครงการนี้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา เว้นแต่รัฐบาลต้องการปิดหูปิดตาและเดินหน้าโครงการโดยไม่รับฟังเสียงประชาชน” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ควรพิจารณาจากตัวเลขจีดีพีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกลับมาทบทวนฐานคิดสำคัญว่า ประเทศมอง 14 จังหวัดภาคใต้เป็นเพียงทางผ่านของสินค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก หรือมองว่าเป็นบ้านเกิดของประชาชนที่ต้องมีคุณภาพชีวิตและอนาคตที่ดีขึ้น
“หลายคนมองว่าแลนด์บริดจ์ คือ โอกาสจากภูมิศาสตร์โลก ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ แต่ก็สะท้อนว่า ท่านกำลังมองภาคใต้เป็นเพียงทางผ่านของสินค้าโลก ตอบโจทย์คนภายนอก มากกว่าตอบโจทย์คนในพื้นที่” หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าว
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคประชาชนมองว่า 14 จังหวัดภาคใต้คือบ้านของคนไทยทุกคน และการพัฒนาต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาพื้นฐานที่ประชาชนเผชิญอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการถือครองที่ดิน เกษตรกรจำนวนมากยังไม่มีเอกสารสิทธิ การเข้าถึงน้ำประปาที่ยังต่ำที่สุดในประเทศ ปัญหาการท่องเที่ยวที่กระจุกตัว รวมถึงผลกระทบจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ แม้ภาคใต้จะเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของประเทศ แต่กลับพบว่า 11 จังหวัดในภาคใต้ ยังเผชิญปัญหาเด็กมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาเศรษฐกิจในภาคใต้กลับทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำกับภูมิภาคอื่นถ่างกว้างขึ้น ขณะที่รายได้ของเกษตรกรลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ภาคใต้จะมีต้นทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพที่โดดเด่น
“คำถามสำคัญคือ แลนด์บริดจ์จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านที่ดินให้เกษตรกร หรือกำลังจะทำลายความมั่นคงดังกล่าว จะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน หรือจะทำให้ผลประโยชน์กระจุกอยู่กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม” นายณัฐพงษ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ หัวหน้าพรรคประชาชนได้เสนอแนวคิด “ระเบียงเศรษฐกิจฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพภาคใต้” หรือ Southern Biodiversity Regeneration Corridor (SBRC) เป็นทางเลือกในการพัฒนาภาคใต้ โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทุนวัฒนธรรมเป็นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ
สำหรับแนวทาง SBRC ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่ ความมั่นคงในที่ดิน การเพิ่มมูลค่าเกษตรกรรมควบคู่การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเชิงนิเวศ และการยกระดับบริการสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต อาทิ น้ำประปาดื่มได้ การศึกษาที่มีคุณภาพ และระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงได้
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากการประเมินเบื้องต้น หากลงทุนตามแนวทางดังกล่าวประมาณ 5 แสนล้านบาท จะสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เฉลี่ย 4% ต่อปี ลดภาระหนี้สินของประชาชนลงราว 30% และยกระดับรายได้ของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ ได้เรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาทางเลือกการพัฒนาภาคใต้อย่างรอบด้าน โดยย้ำว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะสร้างหรือไม่สร้างแลนด์บริดจ์ แต่เป็นการร่วมกันออกแบบอนาคตของภาคใต้ให้ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง


