“อภิสิทธิ์” ปิดญัตติแลนด์บริดจ์ ชี้ 5 เหตุผลต้องตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษาโครงการ 1.1 ล้านล้านบาท เตือนเริ่มจากมายาคติ ไม่คุ้มค่า กระทบสิ่งแวดล้อม-ท่องเที่ยว-ความมั่นคง เสี่ยงเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนมากกว่าสร้างโอกาสให้คนใต้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปิดญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเสนอโดย นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สภาจำเป็นต้องมีกลไกศึกษาและติดตามโครงการแลนด์บริดจ์อย่างรอบคอบ เพราะเป็นโครงการมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท และตั้งอยู่บน “มายาคติ” ว่า ไทยจะใช้พื้นที่แคบที่สุดของประเทศทดแทนช่องแคบมะละกา ทั้งที่งานศึกษาหลายแห่งยกเว้นสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ต่างชี้ถึงปัญหาสำคัญหลายด้าน
นายอภิสิทธิ์ ระบุ 5 ประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง เริ่มจากความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยเห็นว่า ความเชื่อว่า แลนด์บริดจ์จะช่วยย่นระยะเวลาเดินเรือจากช่องแคบมะละกาได้ 4 วัน และลดต้นทุนขนส่งนั้น “ไม่เป็นความจริง” เพราะไม่ได้คำนึงถึงกระบวนการขนถ่ายสินค้าจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่ง ก่อนขนขึ้นเรือใหม่ ซึ่งอาจไม่ประหยัดเวลา และยังทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
ประเด็นที่สอง คือผลกระทบต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และทุนวัฒนธรรม โดยยังไม่มีการศึกษาอย่างละเอียด ขณะที่นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากคัดค้าน เพราะเส้นทางอาจกระทบพื้นที่มรดกโลก พื้นที่ชุ่มน้ำ บลูคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นทุนสำคัญของภาคใต้ รวมถึงเสี่ยงกระทบศักยภาพการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน หากเกิดอุบัติเหตุทางทะเลเพียงครั้งเดียว อาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่อทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของคนใต้และประเทศไทย
ประเด็นที่สาม คือ มายาคติว่า หากไม่มีแลนด์บริดจ์ หรือ เอสอีซี ภาคใต้จะพัฒนาไม่ได้ ทั้งที่ความจริงโครงการนี้อาจทำให้ภาคใต้เป็นเพียง “ทางผ่าน” ของการขนส่งสินค้าต่างชาติ โดยประชาชนอีกหลายจังหวัด รวมถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อาจไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลจริงใจจะใช้งบประมาณระดับ 1 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับชีวิตคนใต้ สามารถทำได้หลายแนวทางและใช้งบน้อยกว่านี้ เช่น สร้างมอเตอร์เวย์จากกรุงเทพฯ ถึงชายแดน พัฒนารถไฟรางคู่ระบบไฟฟ้าเชื่อมมาเลเซีย สิงคโปร์ กรุงเทพฯ และต่อยอดสู่รถไฟความเร็วสูง รวมถึงพัฒนาท่าเรือเพื่อส่งออกสินค้าของคนใต้ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย
“มายาคติที่ว่าถ้าไม่มีตัวนี้ภาคใต้พัฒนาไม่ได้นั้นตรงกันข้าม พวกผมคือฝ่ายที่บอกว่าภาคใต้ไม่ควรเป็นแค่ทางผ่านของคนต่างชาติ ต้องมีโอกาสสร้างทางไกลเชื่อมกับโลก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ประเด็นที่สี่ คือ แนวคิดให้เอกชนลงทุนในรูปแบบ PPP ซึ่งอาจต้องให้สิทธิประโยชน์พิเศษจำนวนมากเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ และหากโครงการไม่คุ้มค่า อาจนำไปสู่การผลักดันนิคมอุตสาหกรรมหนักหรือปิโตรเคมี ซึ่งสวนทางกับยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ที่ควรยืนอยู่บนทรัพยากรและทุนเดิมของพื้นที่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภาคใต้ต้องพัฒนาและเจริญกว่านี้ แต่ต้องเจริญบนพื้นฐานทรัพยากรที่ชาวใต้มีอยู่ ไม่ใช่วาดหวังเป็นทางผ่านให้ต่างชาติ หากเดินหน้าโครงการแล้วไม่มีผู้ใช้จริง สิ่งที่ถูกทำลายไปแล้วอาจกลายเป็นเพียง “อนุสาวรีย์ของการตัดสินใจที่ผิดพลาด”
ประเด็นที่ห้า คือ ปัญหาความมั่นคง โดย นายอภิสิทธิ์ เตือนว่า หากผลักดันพื้นที่นี้เป็นจุดยุทธศาสตร์จริง อาจทำให้ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในทะเลจีนใต้ พร้อมยกตัวอย่างกรณีคลองปานามาที่สหรัฐฯ กังวลเรื่องบริษัทจีนควบคุมเส้นทางเดินเรือ จนเกิดแรงกดดันต่อปานามา
นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า เหตุผลทั้ง 5 ข้อเพียงพอให้ต้องปฏิเสธแนวทางเดิม และตั้งหลักใหม่ในการสร้างโอกาสให้ชาวใต้อย่างแท้จริง พร้อมตั้งคำถามว่า หากฝ่ายรัฐบาลมั่นใจว่ามีเหตุผลหักล้าง ทำไมจึงไม่ยอมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ทั้งที่โครงการนี้เป็นเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ แต่กลับไม่ปรากฏชัดในนโยบายรัฐบาลหรือที่เสนอต่อ กกต.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปฏิเสธตั้งคณะกรรมาธิการ ยิ่งตอกย้ำความมีพิรุธและความไม่ชอบมาพากล เพราะเป็นการปล่อยให้ฝ่ายบริหารเดินหน้าเพียงฝ่ายเดียว โดยอ้างผลการศึกษาชุดเดียวที่ขัดแย้งกับงานศึกษาอื่น ทั้งที่โครงการอาจมีผลประโยชน์แอบแฝง เอื้อบุคคลบางกลุ่ม ทำลายทุนและทรัพยากรของชาวใต้ รวมถึงทำให้ประเทศไทยเสี่ยงต่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงควรเปิดโอกาสให้ผู้แทนราษฎรทุกฝ่ายร่วมศึกษาและติดตามผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ


