กมธ.พัฒนาการเมือง สว. จ่อพบ “ศาล รธน.” หวังคลายปมถกเถียง มีคูหาเลือก ส.ส.ร. ได้หรือไม่ พร้อมจ่อยื่นร่างแก้ รธน. เพิ่มการทำประชาพิจารณ์-คำถามพ่วงประชามติ การันตี “ประชาชน” มีส่วนร่วมกลางน้ำ
วันนี้ (28 พ.ค.) นายนรเศรษฐ ปรัชญากร สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ ว่า กมธ. ได้ทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปรึกษาหารือถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 ซึ่งมีประเด็นที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นทางออกของประเด็นที่แต่ละฝ่ายเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งตนเชื่อว่ามีประเด็นที่ต้องถกเถียงกันในวาระแรก คือ สามารถให้มีคูหาเพื่อเลือก ส.ส.ร. ได้หรือไม่
“ผม และ กมธ.พัฒนาการเมือง ต้องการหาคำตอบจึงทำหนังสือขอเข้าพบประธานศาลรัฐรรมนุญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปรึกษาหารือต่อคำวินิจฉัยที่แถมมานั้น ครอบคลุมแค่ไหน ซึ่งเป็นความพยายามหาทางออกให้ ในช่วงที่ยังมีเวลาที่สังคมสามารถหาทางออกร่วมกัน หากตัดสินกันเอง ว่า ไม่มีคูหาให้ประชาชน เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขออกไป อาจไม่ได้รับการยอมรับจากประชาน และหากจำกัดการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น อาจกระทบต่อความชอบธรรม” นายนรเศรษฐ์ กล่าว
นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตนมีแนวคิดที่จะเสนอร่าง เพราะมีมุมที่แตกต่างจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน คือ อยากเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนช่วงกลางน้ำ เพื่อให้ประชาชนสบายใจ หลังจากที่กังวลว่าจะถูกจำกัดการมีส่วนร่วมเรื่องคูหา หรือการันตีไม่ได้ ว่าอำนาจ สว. จะมีอยู่รวมในเสียงข้างมากหรือไม่ ดังนั้น ต้องออกแบบและสร้างการมีส่วนร่วมที่ประชาชนมีความหมาย คือ หากมีประเด็นใดที่แหลมคม หรือถูกเห็นต่างออกไป อยากให้ทำประชามติ หรือ บรรจุเป็นประเด็นที่ต้องนำไปทำประชามติไปในคราวเดียวกัน เพื่อหาฉันทามติ และไม่มีความขัดแย้งหลงเหลือ ขณะนี้อยู่ระหว่างยกร่างเนื้อหา ก่อนที่จะขอเสียงจาก สว. รวมถึง สส. ให้ได้ 140 รายชื่อ ถึงจะเพียงพอยื่นเสนอต่อรัฐสภาได้
เมื่อถามว่า กรณีการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านคูหาเลือก ส.ส.ร. นั้น ประเมินว่า อาจมีผู้ยื่นญัตติให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเพื่อความชัดเจนหรือไม่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เป็นไปได้ แต่ทางรัฐสภาต้องคุยกัน ว่าหากไม่รีบมาก และต้องการความชัดเจนในกระบวนการ ควรชะลอการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไปก่อน ส่วนที่มองว่าเรื่องนี้อาจเป็นประเด็นที่เคยวินิจฉัยไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่รับนั้น ส่วนตัวมองว่าควรเปิดประตูทีละบาน ซึ่งภายใต้ กมธ.การพัฒนาการเมือง แม้บทบาทอาจทำได้ไม่มาก แต่จะทำเท่าที่ที่มีหน้าที่ เพื่อพยายามหาทางออก ซึ่งอาจลองดู ยื่นให้วินิจฉัยหากจะให้มีคูหาจริง


