xs
xsm
sm
md
lg

ปชป.สับแลนด์บริดจ์ส่อซ้ำรอย EEC ได้ประโยชน์แค่บางกลุ่ม-หนี้บาน ปชน.แซะขายชาติ ภท.ป้องสร้างงาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สภาถกเดือดแลนด์บริดจ์ “กรณ์” ชี้ต้นทุนขนส่งพุ่งกว่าช่องแคบมะละกา ไร้แผนชัดเจน หวั่นแบกหนี้มหาศาลแต่เอกชนไม่ใช้จริง “สาทิตย์” ชี้เสี่ยงซ้ำรอย EEC ได้ประโยชน์แค่บางกลุ่ม-บางจว. หวั่นเมกะโปรเจกต์บดขยี้วิถีชุมชน "ภคมน" แซะขายชาติ ภท.ชูโอกาสประวัติศาสตร์คนใต้ สร้างงาน 2.8 แสนตำแหน่ง

วันนี้(28 พ.ค.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีน.ส.มัลลิกา จิรพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(โครงการแลนด์บริดจ์) นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้เสนอ และมีญัตติที่เกี่ยวเนื่อง รวมเป็น 5 ญัตติ โดยพิจารณาไปพร้อมกัน และลงมติร่วมกัน

นายกรณ์ กล่าวว่าโครงการนี้ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่การนำเสนอของรัฐบาลไม่มีแผนงานที่ชัดเจน และตั้งอยู่บนสมมติฐานที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ อาจนำไปสู่มหันตภัยทางเศรษฐกิจ สถานะทางการคลัง ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของประชาชนอย่างไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้และไม่สามารถช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีการเปรียบเทียบระหว่าง เส้นทางปกติ (ช่องแคบมะละกา) การเดินเรือขนส่งตู้สินค้าขนาด 20,000 TEU ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9 วัน ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ล้านบาทต่อวัน (รวมค่าน้ำมันและค่าเช่าเรือ) คิดเป็นต้นทุนรวม 90 ล้านบาทเส้นทางแลนด์บริดจ์ แม้รัฐบาลจะอ้างว่าประหยัดเวลาได้ 3-4 วัน (เหลือวันเดินเรือ 5 วัน = 50 ล้านบาท) แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มต่างๆ อาทิ ค่าระวางรถไฟ ค่า Terminal handling Charge (ค่าขนตู้ขึ้นลงเรือและรถไฟทั้งสองฝั่งท่าเรือระนอง-ชุมพร) จะมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นถึง 220 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนรวมสะสมอยู่ที่ 270 ล้านบาท

"ตัวเลขชี้ชัดว่า การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์จะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 180 ล้านบาทต่อเที่ยวเรือ ยิ่งไปกว่านั้นในแง่ของเวลา บริษัทเดินเรือต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าสร้างก็ไม่ใช้ เพราะกระบวนการขนถ่ายตู้สินค้า 20,000 ตู้ลงจากเรือ ขึ้นรถไฟกว่า 100 ขบวน และยกขึ้นเรืออีกฝั่ง ขาดความยืดหยุ่นและเสี่ยงต่อการล่าช้ากว่าเดิม" นายกรณ์ ระบุ

นอกจากนี้นายกรณ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้เอ่ยถึงโครงการมูลค่าล้านล้านบาทนี้เลยแม้แต่คำเดียว แต่กลับยกระดับเป็น "นโยบายเรือธง (Flagship Policy)" ในเวลาต่อมา ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจให้แก่สังคมว่าเจตนาที่แท้จริงคืออะไร และการขับเคลื่อนที่ผ่านมาก็ขาดการยอมรับจากภาคประชาชนในพื้นที่ จนสร้างความแตกแยกในชุมชน

สำหรับในมิติการแข่งขันระดับภูมิภาค ปัจจุบันสายการเดินเรือมีทางเลือกอื่นอยู่แล้ว เช่น ช่องแคบซุนด้า ช่องแคบลอมบอก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็กำลังดำเนินโครงการเชื่อมโยงท่าเรือกวนตัน (อ่าวไทย) และท่าเรือกลัง (อันดามัน) ด้วยระบบรางขนส่งสินค้า ที่มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% และเตรียมเปิดใช้ในปี 2572 ยิ่งจะเป็นการลดทอนโอกาสความคุ้มค่าของแลนด์บริดจ์ไทย

นายกรณ์เสนอว่า หากเป้าหมายคือการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอโมเดลทางเลือก "Southern Connect" ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายรายได้สู่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง ผ่าน 2 โครงการหลัก วงเงินลงทุนรวมไม่เกิน 700,000 ล้านบาท ได้แก่ การก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) เส้นทางเชื่อมต่อตรงจากกรุงเทพฯ ยิงยาวถึงจังหวัดนราธิวาส เพื่อเปิดประตูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสู่ทุกจังหวัดภาคใต้ การขยายระบบรถไฟทางคู่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายจากจังหวัดชุมพรลงไปเชื่อมโยงกับระบบรางของประเทศมาเลเซีย

"โครงการ Southern Connect ใช้เงินลงทุนต่ำกว่า ความเสี่ยงทางการคลังน้อยกว่า และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมท้องถิ่นโดยตรง โดยไม่ทำลายฐานทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งการยื่นญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรได้ทำงานคู่ขนานไปกับคณะกรรมการของฝั่งรัฐบาล ในการร่วมตรวจสอบ รับรู้ข้อมูล และกลั่นกรองผลกระทบอย่างรอบด้าน ก่อนที่ประเทศจะตัดสินใจดำเนินโครงการที่จะเปลี่ยนโฉมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งต้องมั่นใจว่าจะไม่เป็นการเปลี่ยนโฉมในทิศทางที่เป็นภัยต่อสถานะความมั่นคงทางเศรษฐกิจของบ้านเมืองในอนาคต

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน อภิปรายว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562 แม้อ้างว่าเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ของภาคใต้ แต่รัฐบาลกลับไม่เคยอธิบายให้ชัดว่า ต้องมีกฎหมายพิเศษ SEC รองรับ ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการลักษณะ “รัฐเหนือรัฐ” สามารถยกเว้นกฎหมายหลายฉบับ และเปิดทางให้ต่างชาติถือสัมปทานที่ดินได้ยาวถึง 99 ปี รวมถึงเปิดช่องให้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำอาชีพบางประเภทที่เคยสงวนไว้ให้คนไทย

น.ส.ภคมน ระบุว่า แม้รัฐบาลจะอ้างว่าแลนด์บริดจ์จะสร้างจีดีพีและรายได้มหาศาล แต่คำถามสำคัญคือผลประโยชน์จะตกอยู่กับใคร เพราะเมื่อทุนใหญ่เข้ามา ประชาชนในพื้นที่อาจกลายเป็นเพียง “พลเมืองชั้นสอง” เหมือนที่เกิดขึ้นในโครงการ EEC พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นฝ่ายอื่นผลักดันกฎหมายเอื้อทุนต่างชาติขนาดนี้ คงถูกกล่าวหาว่า “ขายชาติ” ไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่ามีนายทุนรายใหญ่กว้านซื้อที่ดินในพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง อย่างหนัก โดยเฉพาะบริเวณแหลมริ่วและพื้นที่ที่จะกลายเป็นเขตอุตสาหกรรมในอนาคต แม้บางชาวบ้านไม่ต้องการขาย แต่สุดท้ายก็ถูกกดดันจนต้องขายที่ดิน ก่อนจะต้องเช่าที่ดินเดิมของตัวเองกลับมาใช้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลลงไปตรวจสอบว่า การซื้อที่ดินที่ไม่มีโฉนดและสามารถออกเอกสารสิทธิได้ มีหน่วยงานรัฐใดเอื้อประโยชน์หรือไม่ และรัฐบาลว่าใช้วิธี “ซอยโครงการ” เพื่อเลี่ยงแรงต้านจากประชาชน เช่น โครงการรถไฟชุมพร-ระนอง

นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ว่า เป็นนโยบายสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ เพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งคนใต้รอโอกาสลักษณะนี้มานาน โดยย้ำว่าโครงการใช้งบลงทุนมหาศาลก็จริง แต่ไม่ใช่รัฐบาลลงทุนเองทั้งหมด เพราะสามารถใช้รูปแบบ PPP และดึงนักลงทุนที่สนใจเข้ามาร่วมได้

นายคงกฤษ กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยยกระดับโลจิสติกส์ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และใช้จุดยุทธศาสตร์ของไทยเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก พร้อมสร้างอุตสาหกรรมสีเขียว การแปรรูปสินค้าเกษตร สินค้าฮาลาล เมืองอัจฉริยะ และการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะสร้างงานกว่า 280,000 ตำแหน่ง รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้อัพสกิลและรีสกิล

นายคงกฤษ ยอมรับว่า มีทั้งเสียงเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจากประชาชน โดยเฉพาะความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ประมง การท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย และปัญหาประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน จึงเห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ สนข. ต้องชี้แจงเรื่องความคุ้มค่า การเยียวยา และการชดเชยให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน พร้อมย้ำว่า “พัฒนาได้ แต่ต้องไม่ทำลายอนาคตของคนในพื้นที่”

นายคงกฤษ ยังระบุว่า ที่ผ่านมามีการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบและรวบรวมความเห็นทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านจากประชาชนใน จ.ระนอง และ จ.ชุมพร ก่อนส่งผลการศึกษาให้ ครม. แล้ว พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลยังรับฟังเสียงประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการอีกหลายชุดขึ้นมาศึกษาแนวทางขับเคลื่อนและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสนอญัตติว่าตน ตั้งใจให้เป็นญัตติคู่กับเรื่องแลนด์บริดจ์ เพราะปัจจุบันมีความพยายามมุ่งให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว โดยหว่านล้อมชี้นำให้ประชาชนโดยเฉพาะภาคใต้ ให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังนำความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาค แต่ปกปิดข้อเท็จจริงบางส่วนที่ประชาชนสมควรจะได้รับ เช่น การพัฒนาแลนด์บริดจ์เป็นการกระทำเฉพาะพื้นที่ ได้ประโยชน์เฉพาะบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น และเป็นการพัฒนาที่ฉีกทึ้งภาคใต้ให้แยกออกเป็นส่วนๆ เพราะมีแค่4 จังหวัดที่อยู่ในโครงการนี้ คือระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ขณะที่ภาคใต้มี 14 จังหวัด รวมถึง3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ประชากรกว่า 14ล้านคนจะต้องได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ โดยที่ไม่ได้รับประโยชน์อะไร ตนจึงตั้งใจเสนอญัตตินี้เสนอแนวคิดพัฒนาภาคใต้ให้ได้ประโยชน์ทั้ง 14 จังหวัด ด้วยการเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งด้วยเงินลงทุนในขนาดประมาณที่เท่ากัน คือ เซาท์เทิร์น คอนเนค เชื่อมใต้เชื่อมโลกที่สอดคล้องกับโครงสร้างของเศรษฐกิจภาคใต้อีกด้วย

นายสาทิตย์ กล่าวว่าตนไม่ได้เสนอแนวคิดนี้เพียงเพราะเป็นสส.ภาคใต้ แต่เป็นคนปักษ์ใต้ และเกิดที่ภาคใต้ มีญาติพี่น้อง คนรู้จัก เพื่อนฝูงญาติมิตรทั้ง 14 จังหวัด กังวลว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ขนาดนี้ที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของคนชุมชน หากไม่มีการศึกษาที่ละเอียดรอบคอบรอบด้าน ฟังเสียงประชาชนไม่เพียงพอ เป็นโครงการที่คิดจากคนข้างบนเพียงไม่กี่คน ละเลยเสียงของชาวบ้านระดับฐานรากที่สุดแล้วโครงการอย่างนี้จะบทขยี้วิถีชีวิตของคนภาคใต้

นายสาทิตย์กล่าวว่าแลนด์บริดจ์ไม่ใช่แนวความคิดใหม่ แต่เป็นความคิดเก่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2528 คู่กับแนวคิดที่จะพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ที่ทำไปแล้ว จนนำไปสู่พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในภาคตะวันออก(EEC) ที่ขณะนี้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนอย่างมหาศาล ชาวภาคใต้ต่างกังวลว่าหากทำแลนด์บริดจ์แล้วจะมีลัษณะใกล้เคียงกับEEC ทำลายทรัพยากรวิถีชีวิตชุมชนอย่างที่เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ภาครัฐไม่เคยให้ โครงการนี้มุ่งลงทุนขนาดใหญ่ ดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ละเลยประชาชนตัวเล็ก ตัวน้อย ที่อยู่ในภาคเกษตรกร ภาคแรงงาน ว่าจะมีวิถีชีวิตต่อไปอย่างไร บางคนบอกว่าเป็นโครงการคิดต่อจากโครงการ ”ขุดคลองคอดกะ“ด้วยซ้ำ แต่เมื่อโครงการล้มเหลว และมีการหากินของหลายฝ่าย เลยมีการหยิบโครงการนี้ขึ้นมา

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีเคยแถลงว่าเนื่องจากผลการศึกษาจัดทำขึ้นภายใต้บริบทโลกในรูปแบบเก่า แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันโดยเฉพาะประเด็นภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่มีความตึงเครียดสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการทำแลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่แค่โครงการก่อสร้างท่าเรือ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยไทยสามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้อย่างมั่นคง ซึ่งมีเหตุผลผลที่ฟังได้เท่านี้ แต่ตนแปลกใจว่าแนวคิดนี้มาได้อย่างไร หากบอกว่าภูมิรัฐศาสตร์โลกเกิดความตึงเครียดเช่นช่องแคบฮอร์มุซ เพราะเป็นทางผ่านของการขนส่งสินค้าหลายชาติ แล้วแลนด์บริดจ์จะไม่มีสภาพที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคหรือความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหรืออย่างไร

อีกทั้งยังอ้างตัวเลขขนส่งหรือคาร์โก้ ผลตอบแทนดูเหมือนอยู่ในระดับหนึ่ง แต่มองภาพรวมเรื่องความสะดวกรวดเร็วมั่นคง โดยเฉพาะการชูจุดขายเรื่องความมั่นคงทางอาหารจะพบว่าไทยได้เปรียบอย่างมหาศาล เท่านี้ก็ยิ่งงงไปใหญ่ เพราะแลนด์บริดจ์ที่พูดถึงคือการทำท่าเรือขนส่งสินค้าสองข้างแล้วยกขึ้นมาบนบกเพื่อขนไปอีกข้างหนึ่งโดยไม่ต้องไปทางช่องแคบมะละกา ความมั่นคงทางอาหารจึงเหมือนกับเป็นความล่องลอยอยู่ในอากาศ จากผลการศึกษาที่มีอยู่ในเรื่องนี้ไม่ว่าจากสนข. หรือสภาพัฒ ที่ทำร่วมกับจุฬาลงกรณ์ ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนจึงไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ท่านพูดเอามาจากไหน จึงมีความสับสนเป็นอย่างยิ่ง

“ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในสภา แม้ท่าทีฝ่ายรัฐบาลบอกว่าไม่จำเป็น ผมถือว่านี่คือการปิดหู ปิดตา ประชาชน จะบอกว่ารัฐบาลตั้งคณะทำงานแล้ว มีปลัดกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ แล้วชาวบ้านในพื้นที่อยู่ไหนทำไมถึงไม่มีส่วนร่วมเข้าไปรับรู้กับโครงการที่จะกระทบต่อวิถีชีวิตของเขา คิดค่กลุ่มคนเดียวข้างบน บังคับคนข้างล่างไม่ได้ มันต้องมีส่วนร่วมของคนข้างล่างด้วย คือสส.ในสภานี้ สส.ปักษ์ใต้คนไหนถ้ามีความเห็นว่าไม่ต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ต้องตอบกับเราด้วยว่าปิดหู ปิดตา คนบ้านเราทำไม”นายสาทิตย์กล่าว

ทั้งนี้สมาชิกได้ทยอยแสดงความคิดกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นญัตติที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง โดยมีสส.ลงชื่อขออภิปรายวันรกร่วม 30 คน จึงเปิดให้อภิปรายต่อเนื่องอีกในวันพรุ่งนี้(29 พ.ค.)