สำนักงาน กขค. บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมลงพื้นที่ให้ความรู้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า และให้คำปรึกษาปัญหาการแข่งขันแก่ผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ มุ่งเข้าถึงและรับฟังผู้ประกอบธุรกิจอย่างตรงจุด และช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำได้โดยตรง
รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า รักษาการแทนประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขัน
ทางการค้า (สำนักงาน กขค.) ได้จัดกิจกรรมเชิงรุกลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือทางกฎหมาย (Mobile Competition Clinic) โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าและให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นปัญหาด้านการแข่งขันทางการค้า เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจรายเล็กในท้องถิ่นได้รับรู้และเข้าใจ เพื่อใช้กฎหมายดังกล่าวปกป้องสิทธิของตนเองมิให้ถูกผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นเอารัดเอาเปรียบ และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบธุรกิจได้
โดย Mobile Competition Clinic เปรียบเสมือนหมอที่ลงพื้นที่ไปตรวจหรือรับฟังปัญหาของคนไข้ตามต่างจังหวัด และให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในกรณีที่พบเรื่องร้องเรียนก็เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายทันที ในส่วนของการเลือกพื้นที่จัดกิจกรรม จะพิจารณาจากรูปแบบโครงสร้างการประกอบธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมในแต่ละพื้นที่ จากนั้นจะสำรวจเบื้องต้นเพื่อเก็บประเด็นก่อนลงพื้นที่จริง ซึ่งที่ผ่านมา กขค. และสำนักงาน กขค. ได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรม Mobile Competition Clinic ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ณ จังหวัดน่าน เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน และล่าสุดในพื้นที่ภาคใต้ ณ จังหวัดกระบี่
การลงพื้นที่ดังกล่าวทำให้พบเจอปัญหาในการประกอบธุรกิจที่หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และพบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของ กขค. ที่จะสามารถนำมากำหนดแนวทางปฏิบัติหรือปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมต่อไป คาดว่าจะมีการจัดกิจกรรม Mobile Competition Clinic ในภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป
ด้านนายทองชัย ชวลิตพิเชฐ กรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า การขับเคลื่อนโครงการ Mobile Competition Clinic ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าจังหวัด สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กลุ่ม YEC หรือนักธุรกิจรุ่นใหม่ โดยมีการประสานความร่วมมือและบูรณาการร่วมกันตามอำนาจหน้าที่แต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการลงพื้นที่แต่ละจังหวัดนั้น นอกจากจะมีกิจกรรมให้ความรู้ด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้า และรับฟังประเด็นปัญหาการแข่งขันในแต่ละพื้นที่แล้ว ยังมีคลินิกให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นรายกรณี ทำให้สามารถวิเคราะห์ หรือสะท้อนสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างครบถ้วน อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
ซึ่ง กขค. สามารถนำมาต่อยอดเพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า และการพัฒนามาตรการเชิงนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ต่อไป
พลตำรวจโทพิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวสรุปว่า จากการลงพื้นที่จัดกิจกรรม Mobile Competition Clinic พบว่า ผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่จังหวัดน่าน เชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน ประสบปัญหาที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับพฤติกรรม ทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่าง SME และ Modern Trade หรือร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ คือปัญหาเรื่อง Credit Term ที่มีการกำหนดเครดิตเทอมนานถึง 6 เดือน ปัญหาการเก็บค่า GP ที่สูง การใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่าบังคับเก็บค่าธรรมเนียมแฝง หรือปัญหาพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล อาทิ ปัญหาการใช้อัลกอริทึมปิดกั้นการมองเห็น ตลอดจนปัญหาด้านการขนส่ง
ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ ที่จังหวัดกระบี่ ได้สะท้อนปัญหาเกี่ยวกับแพลตฟอร์มตัวแทนการท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) ที่มีการห้ามตั้งราคาหน้าเว็บไซต์โรงแรมต่ำกว่า OTA (Price Parity) นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่าง SME และ Modern Tradeที่มีการคิดค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน การเก็บค่า GP เพิ่มโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือปัญหาในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีการเรียกเก็บค่าขนส่งในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจการเกษตรเรื่องโครงสร้างราคาปาล์มน้ำมันที่มีผลต่อเกษตรกรในจังหวัดกระบี่ เป็นต้น
กิจกรรม Mobile Competition Clinic นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับ การบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า จากการบังคับใช้กฎหมายเชิงรับไปสู่การส่งเสริม
การแข่งขันเชิงป้องกัน และการเยียวยาเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มีอำนาจเหนือตลาด โดยมุ่งลดความเสี่ยงของพฤติกรรมจำกัดการแข่งขันตั้งแต่ต้นทาง อีกทั้งยังเป็นการสร้างฐานข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับปัญหาการแข่งขันในระดับพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย มาตรการกำกับดูแล และการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าให้มีความสอดคล้องกับบริบท
ทางเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


