xs
xsm
sm
md
lg

ชงเอง กินเอง อภิโปรเจกต์ “TH-AI Passport” เค้กก้อนโต 1,621 ล้าน"ไชยชนก" จัดให้ "บ.+บ."หวานเจี๊ยบ! ** “วีระ”ชนะป.ป.ช.! “วัชรพล-สุภา” ถูกศาลสั่งจำคุกคนละ 3 ปี คดีปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรูลุงป้อม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว

++ ชงเอง กินเอง อภิโปรเจกต์ “TH-AI Passport” เค้กก้อนโต 1,621 ล้าน"ไชยชนก" จัดให้ "บ.+บ."หวานเจี๊ยบ!

เม้าท์กันให้แซ่ด เมื่อเจ้ากระทรวงดีอี ที่พรีเซนต์ภาพว่าเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงเฟ่อร์อย่าง “ไชยชนก ชิดชอบ” ทายาทสายตรง "ค่ายเซราะกราวบุรีรัมย์" ผุดไอเดียเก๋ไก๋ไฮโซ ในชื่อ "TH-AI Passport” โครงการ AI ภาครัฐ มูลค่า 1,621 ล้านบาท เพื่อยกระดับทักษะ AI คนไทย 5 ล้านคน

ฟังดูหล่อเท่ระเบิดระเบ้อ ตามเทรนด์โลกยุคดิจิทัล แต่พอเปิดไส้ในดูที่ไปที่มาของเงินงบประมาณโครงการก็ต้องบอกว่า พิลึกพิลั่น พันลึก

งานนี้เขาเล่นใช้ “ทางลัดพิเศษ” ควักเงินจาก“กองทุนพัฒนาดิจิทัลฯ” ที่กฎหมายเปิดช่องให้ตั้งกฎเอง อนุมัติเอง เบิกจ่ายเองเสร็จสรรพโดยไม่ต้องพึ่งพาสภาผู้แทนฯ หรือเดินเข้าทำเนียบฯ ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วยอนุมัติให้ยืดยาด ทั้งๆที่วงเงินทะลุพันล้าน!

แถมตัวละครหลักอย่าง สดช. ยังสวมหมวกสองใบ ใบหนึ่งเป็นคนชงโครงการ อีกใบเดินไปนั่งเก้าอี้เลขานุการบอร์ดอนุมัติเงิน... แบบนี้ไม่ให้เรียก “ชงเอง กินเอง” จะให้เรียกว่าอะไร ?

แต่ตัดภาพมาที่ผลการประกวดราคา e-bidding ที่ทำให้คอการเมืองต้องขยี้ตารัวๆ เพราะผู้ที่คว้าเค้กก้อนโตนี้ไปครอง คือกลุ่ม “กิจการค้าร่วมทีเอช” ที่ยื่นราคา 1,621 ล้านบาท... ซึ่งพอแกะลายแทงพันธมิตร 3 ประสานในกลุ่มนี้ออกมาแล้ว บอกได้คำเดียวว่า ช่างบังเอิญเหลือเกิน!

คู่สัญญาของรัฐ “กิจการค้าร่วมทีเอช” นี้ประกอบด้วย บริษัท โกลิ้งค์ ออนไลน์ จำกัด, บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด

ไชยชนก ชิดชอบ
บังเอิญจนไม่อยากจะเชื่อ...เพราะพี่ใหญ่หัวขบวนที่ออกหน้ารับงานอย่าง TKC หรือ เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส นั้น เบื้องหลังก็คือร่างอวตารของ “บอย สกาย” สกาย ไอซีที - SKY เจ้าพ่อไอทีงานรัฐเบอร์หนึ่งยุคนี้ ที่ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง ใน TKC อยู่เกือบ 20%

ขยับไปดูอีกหนึ่งแนวร่วม อย่าง บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ที่รายได้ต่อปีแค่หลักสิบล้าน แต่หาญกล้ามารับเค้กซอฟต์แวร์ AI ก้อนเบิ้ม ก็ตั้งสำนักงานอยู่บนตึกสำนักงานใหญ่ของ “บี แพลนบี” หรือ แพลน บี มีเดีย - PLANB ยักษ์ใหญ่สื่อโฆษณานอกบ้าน ที่มีกรรมการผู้จัดการใหญ่มานั่งคุมบอร์ดฮิวแมนฯ ด้วยตัวเอง

กลายเป็นภาพสุดอัศจรรย์ใจ... เมื่อรัฐมนตรีหนุ่มจาก "ค่ายบุรีรัมย์" จัดงบก้อนโตผ่านช่องทางพิเศษ ประเคนลงขันส่งตรงถึงมือ "บอย สกาย" และ "บี แพลนบี" สอง "บิ๊กเนม" ที่สายสัมพันธ์ในแวดวงอำนาจ "ค่ายน้ำเงิน" นั้นลึกซึ้งเกินกว่าคนนอกจะจินตนาการ

งานนี้ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน หรือประชาธิปัตย์ จะตะโกนด่าว่า เอางบละลายแม่น้ำ หรือค่อนแคะเรื่องความคุ้มค่าเฉลี่ยหัวละไม่กี่สิบบาทต่อเดือนยังไง...บอกเลยว่า ฝั่งผู้ชนะเขาไม่แคร์ เพราะสปอตไลต์ ส่องไปที่เม็ดเงินพันล้าน ที่จัดสรรกันลงตัวในมุ้งเรียบร้อยแล้ว บรรทัดฐานการบริหารราชการแผ่นดินของคนรุ่นใหม่ยุคนี้... ช่างรวดเร็ว เคลมไว และ “ใจถึง พึ่งได้ ให้พวก” สมชื่อค่ายเนวิน ณ เขากระโดง จริงๆ!.

วีระ สมความคิด
++ “วีระ” ชนะ ป.ป.ช.! “วัชรพล-สุภา” ถูกศาลสั่งจำคุกคนละ 3 ปี คดีปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรูลุงป้อม

เสื่อมสุดๆ...เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาออกมาแล้ว ให้จำคุก “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” อดีตประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ “สุภา ปิยะจิตติ” อดีตกรรมการป.ป.ช. คนละ 3 ปี

ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีนาฬิกาหรู ของ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ตามที่ “วีระ สมความคิด” เป็นโจทก์ยี่นฟ้อง

จุดเริ่มต้นของมหากาพย์นี้ เกิดขึ้นเมื่อ “วีระ สมความคิด” ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ของ “พล.อ.ประวิตร”กรณีนาฬิกาหรู และแหวนประดับ แต่ ป.ป.ช.มีมติไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน

ประธาน ป.ป.ช.ในยุคนั้น คือ “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ที่ก่อนหน้าเคยเป็นนายตำรวจหน้าห้อง “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุรรณ อดีต ผบ.ตร. ซึ่งเป็นน้องชายของ “ลุงป้อม” นอกจากนี้ ยังเคยเป็น รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกด้วย
“พล.ต.อ.วัชรพล” จึงเปรียบเสมือน “เด็กในบ้าน” ของตระกูลวงษ์สุวรรณ

เมื่อ ป.ป.ช. มีมติไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน “วีระ” จึงใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ขอเอกสาร 3 รายการสำคัญ ได้แก่ รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบ และ รายงานการประชุมของ คณะกรรมการป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้อง

การขอข้อมูลครั้งนั้น กลายเป็นการต่อสู้ทางกฎหมายยาวนาน แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร และศาลปกครองกลาง จะมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูล แต่ ป.ป.ช.ก็ยังเดินหน้าต่อสู้ในชั้น อุทธรณ์ และในที่สุด ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลทั้ง 3 รายการ โดยถูกต้อง ครบถ้วน ภายใน 15 วัน

ถึงกระนั้น ป.ป.ช. ก็ยังพยายามยื่นอุทธรณ์ และขอพิจารณาคดีใหม่ แต่ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 ต.ค.66 ยืนตามศาลปกครองกลางว่า คำขอดังกล่าว ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้ เพราะเป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจของศาล
จาก “คดีข้อมูลข่าวสาร” จึงเปลี่ยนสภาพเป็น “คดีอาญา” เมื่อเอกสารที่ “วีระ” ได้รับมีการ “คาดแถบดำ” ปิดข้อความสำคัญจำนวนมาก บางหน้าเป็นเพียงกระดาษเปล่า หรือมีเอกสารไม่ครบถ้วน

คือ ยอมให้เอกสาร แต่เอาไปอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง!

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ
“วีระ” จึงตัดสินใจยื่นฟ้อง เลขาธิการป.ป.ช. และ คณะกรรมการ ป.ป.ช.รวม 12 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1

ชื่อจำเลยทั้ง 12 คน คือ 1.นายนิวัติไชย เกษมมงคล 2. นายวรวิทย์ สุขบุญ 3. พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ 4. นายปรีชา เลิศกมลมาศ 5. พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง 6. นายณรงค์ รัฐอมฤต 7. นางสาวสุภา ปิยะจิตติ 8. นายวิทยา อาคมพิทักษ์ 9. นางสุวณา สุวรรณจูฑะ 10.พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ 11.นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา 12. นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข

ภายหลังยื่นฟ้อง “วีระ” ได้ทยอยขอถอนฟ้องจำเลยหลายราย หลังทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยเฉพาะกรณี ของ “สุชาติ ตระกูลเกษมสุข” และ “สุวณา สุวรรณจูฑะ” เนื่องจากเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.66 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ มีมติ 3 ต่อ 2 เสียง ให้เปิดเผยข้อมูลสำนวนคดีนาฬิกาหรู แก่ “วีระ” อย่างเป็นทางการ แต่มีเงื่อนไขให้ปิดทับชื่อเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องก่อน ขณะที่ “สุชาติ” และ “สุวณา” เป็นเสียงข้างน้อย ที่เห็นควรให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด

จากที่มีการยื่นฟ้องไป 12 คน แต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลยกฟ้องไป 8 คน เหลือจำเลย 4 คน ที่เข้าสู่การพิจารณา

สุดท้าย เมื่อวานนี้ (27 พ.ค.) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 วินิจฉัยว่า “…โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน… โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง… โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง…”
พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” และ ที่ 7 “น.ส.สุภา ปิยะจิตติ” มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบ มาตรา 83 จำคุก คนละ 3 ปี นอกนั้นสั่งยกฟ้อง

สุภา ปิยะจิตติ
คำพิพากษาครั้งนี้ ย่อมเป็นบทพิสูจน์ว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมีน้ำหนักเพียงใดต่อองค์กรอิสระ และสิทธิของประชาชน ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของรัฐ จะได้รับการคุ้มครองจริงหรือไม่ แค่ไหน

“วีระ สมความคิด” บอกว่า นี่เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่ประชาชนคนธรรมดา สามารถฟ้องร้องเอาผิด และเอาชนะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรนี้มีหน้าที่หลักในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน แต่กลับกลายมาเป็นผู้กระทำความผิด และถูกศาลพิพากษาลงโทษเสียเอง

มาถึง ป.ป.ช.ยุคนี้ ที่เพิ่งมีมติยกคำร้อง “คดีศักดิ์สยาม ชิดชอบ” แบบค้านสายตาประชาชน แบบหักคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ... เลยไม่รู้ว่าป.ป.ช.ยุคนี้ กับยุคก่อนใครจะล้มละลายในด้านความเชื่อถือมากกว่ากัน!