เมืองไทย 360 องศา
ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ หรืออาการ “ช็อก” ขึ้นมากระทันหันก็ว่าได้ เมื่ออดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน 2 คน ถูกพิพากษาจำคุกคนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา และหนึ่งในสองเคยเป็นประธาน ป.ป.ช.ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือมีความผิดตาม มาตรา 157 ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งตอกย้ำลดทอนความน่าเชื่อถือและเครดิตขององค์กรอิสระแห่งนี้ลงไปอีก หลังจากที่ผ่านมาได้ถูกร้องเรียน และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ ที่มีความเคลือบแคลงสงสัยจากสังคมในบางคดี
คดีดังกล่าวมาจากการที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ยื่นฟ้อง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 1 นายวรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช. จำเลยที่ 2 พร้อมพวกรวม 12 คน ซึ่งเป็นกรรมการป.ป.ช. ว่ามีส่วนปกปิดเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครั้งเข้ารับตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี
โดยเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีดังกล่าว
โดยคำฟ้องโจทก์ ความว่าโจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการด้านภัยคอร์รัปชัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำเลยที่ 3-12 เป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
เมื่อระหว่างวันที่ 22 ส.ค.2562 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 พ.ค.2567 จำเลยทั้ง 12 เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนี้
1.จำเลยที่ 2,3,4,5,6,7,8,9เเละ10 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเพิกเฉยไม่ส่งมอบข้อมูลข่าวสารที่โจทก์ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนกรณี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาข้อมือราคาแพงอยู่เป็นจำนวนมาก และ แหวนประดับมีค่าหลายรายการ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหาร ราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการคือ (1 ) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอให้ดำเนินการไต่สวนพลเอกประวิตร ดังกล่าว
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 วินิจฉัยว่า "..โจทก์เป็นนักสิทสิทธิมนุยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชั้น การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.และ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิ์ได้รับเอกสารที่เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินในเรื่องที่กล่าวหาว่ามีการกระทำการโดยทุจริต โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 7 และเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 28(2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 3559มาตรา 6วรรคหนึ่ง
... การกระทำของจำเลยที่ 3,7เป็นความผิดตามฟ้อง แต่มีเจตนาเดียวเพื่อมิให้โจทก์ได้รับข้อมูลข่าวสารทั้ง 3 รายการตั้งแต่ต้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว..." พิพากษาว่า จำเลยที่ 3,7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ประกอบ มาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี
ทั้งนี้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 เป็น อดีตประธานป.ป.ช.และ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 เป็นอดีตกรรมการป.ป.ช.
แน่นอนว่า คดีอาจยังไม่สิ้นสุด เพราะจำเลยทั้งสองคนดังกล่าวยื่นอุทธรณ์ และทุกอย่างขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาล แต่สำหรับผลของคดีที่ออกมาข้างต้นนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อองค์กร อย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ในหลายกรณี บางกรณีกำลังเป็นที่ “คาใจ” ให้กับสังคม และมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบในทางลบกับองค์กรอิสระแห่งนี้
และแม้ว่าในคำตัดสินของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ดังกล่าว อาจเป็นครั้งแรกที่พิพากษาจำคุกอดีต ป.ป.ช.และ เคยเป็นถึงประธาน ป.ป.ช.ที่ถือว่าดำรงตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานรวดเดียวถึง 7 ปี โดยก่อนหน้านั้นเขาก็เคยถูกกล่าวหามาตลอดว่า มีการเชื่อมโยงกับฝ่ายอำนาจ ในช่วงที่ถูกร้องเรียนในคดี “นาฬิกาหรู”
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาอีกมุมหนึ่ง การที่ศาลพิพากษาจำคุกอดีตกรรมการป.ป.ช. ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระโดยไม่รอลงอาญา หากมองในมุมบวก ก็อาจเป็นการเตือนใจให้เห็นว่าไม่ว่าใครก็อาจมีบั้นปลายชีวิตแบบที่เห็นนี่ก็ได้ และนี่ถือว่าเป็นคดีแรกๆ ในประวัติศาสตร์ทีเดียว ที่ผลออกมาแบบนี้
เมื่อวกมาที่ผลของคดี ที่ศาลพิพากษาจำคุก อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นอกเหนือจากกระทบกับความรู้สึกและความเชื่อมั่นในระดับบุคคลแล้ว ยังส่งผลกระทบไปถึงองค์กรอย่าง สำนักงาน ป.ป.ช.โดยตรงอีกด้วย และยิ่งในระยะหลังองค์กรอิสระแห่งนี้ กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่องการถูกกล่าวหาในเรื่อง “การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” นั่นแหละ
ดังนั้นการที่ศาลพิพากษาออกมาแบบนี้ อดีต ป.ป.ช. ที่เคยเป็นถึงประธานป.ป.ช. มีความผิด มาตรา 157 คือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ถือว่าเสียหาย และกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กร ซึ่งแน่นอนว่าต้องหาทางพิสูจน์ความเชื่อมั่นให้กลับมาให้ได้โดยเร็ว เพราะหากความเชื่อมั่นศรัทธาสูญเสียไปแล้ว การจะเรียกคืนนั้นยาก เพราะบางครั้งอาจต้องใช้เวลานานมาก !!


