“อรรถวิชช์” ค้านส่งออกน้ำมัน JET1 ย้ำ ข้อมูลชัดน้ำมันไม่ได้ล้นโรงกลั่น ซ้ำอยู่ในภาวะสงคราม ต้นทุนพลังงานสูง แฉ ขรก.พลังงาน สวมหมวก 2 ใบ นั่งบอร์ดบริษัท ชงข้อมูลไม่ครบ-คลาดเคลื่อน เข้า สมช.เคาะส่งออกน้ำมัน นายทุนโกยเงินเข้ากระเป๋า คนไทยเสียประโยชน์ เตือนหยุดพฤติกรรมก่อนแฉหมดเปลือก
วันนี้ (27 พ.ค.) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงข่าวคัดค้านมาตรการการส่งออกน้ำมัน แถลงข่าวคัดค้านการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน JET A1 ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่อ้างว่า คลังน้ำมันล้นเก็บน้ำมันประเภทนี้ไม่ได้ ว่า ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เราขอให้ยุติการส่งออกน้ำมันเครื่องบินทันที เพราะขณะนี้สงครามในอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุชยังปิด วันนี้ JET A1 จะกลั่นน้ำมันได้หลายประเภท ตั้งแต่ ดีเซล เบนซิน น้ำมันก๊าด จนกระทั่งน้ำมันเครื่องบิน ขณะนี้หลายโรงกลั่นในประเทศไทยมีการปรับสูตรน้ำมันไปแล้ว แต่ฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงานชี้แจง ให้ข้อมูลต่อ สมช.ไม่ครบถ้วนและไม่จริง
นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ประการแรก ที่บอกว่า คลังน้ำมันล้น ข้อเท็จจริงคือ บริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ชื่อ BAF เป็นคลังน้ำมันที่เป็นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจที่มีคลังน้ำมันที่สุวรรณภูมิ และดอนเมือง ปัจจุบันยังเก็บน้ำมันได้เกือบครึ่ง และน้ำมัน Jet A1 ไม่ได้ล้นประเทศจริง ประการที่ 2 ฝ่ายประจำกระทรวงพลังงาน พูดไม่หมด เนื่องจากปัจจุบันน้ำมันในหอก่อนที่กลั่นออกมาได้หลายประเภทนั้น ได้มีการปรับสูตรไปแล้วในหลายโรงกลั่น ซึ่งมีต้นทุนในการปรับสูตร คือ ลดปริมาณการได้น้ำมันเครื่องบินลงแล้วกลายเป็นน้ำมันดีเซล ทำให้โรงกลั่นมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งออกน้ำมันเครื่องบินไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่ท่านไม่รายงานต่อ สมช.และพูดไม่หมด
นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตามมาคือ การอนุมัติให้มีการส่งออกนั้นเพราะต้องการให้โรงกลั่นขายน้ำมันแพงได้ในตลาดโลก ทั้งที่ความจริงแล้ว ควรจะเก็บน้ำมันชุดนี้เอาไว้ใช้ในประเทศ ไม่ว่าจะรูปแบบใด ซึ่งก่อนหน้านี้ ตนเคยเจรจากับสายการบินในประเทศ ซึ่งเขายินดีจะลดค่าตั๋วลง ถ้าลดราคาน้ำมันลง โดยคิดว่าเลิกอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ และทุบราคาหน้าโรงกลั่นลงจะทำให้น้ำมันมีราคาถูกลง เมื่อตั๋วเครื่องบินถูกลงก็จะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นด้วย
แต่กลับกันกลับพบความพยายามในการขายน้ำมันเครื่องบินนี้ให้กับเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งการท่องเที่ยวของไทย เอาจุดแข็งของไทยที่มีความมั่นคงทางพลังงานไปให้กับเวียดนามที่มีปัญหาพลังงาน ไฟติดๆ ดับๆ การท่องเที่ยว การลงทุนของเขาจึงยังน้อยกว่าเรา วันนี้กลับนำจุดแข็งไปให้เขา ดังนั้น ขอให้รัฐบาลทบทวนการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน JET A1 ไปยัง 2 ประเทศ คือเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ และขอให้ฝ่ายประจำกระทรวงพลังงานเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ
ทั้งนี้ ตนได้โทรศัพท์คุยกับ รมว.พลังงาน ตั้งแต่ก่อนที่จะออกเรื่องนี้แล้วว่า จริงๆ แล้ว ให้ระวังเรื่องน้ำมันเครื่องบิน โดยตนบอกว่าให้ลดราคาน้ำมันเครื่องบินลงมาดีกว่า เพราะเห็นท่านกล้าทุบราคาหน้าโรงกลั่น และเสนอให้เอาไปให้กับสายการบินในประเทศ แต่คิดไม่ถึงว่า ตอนที่ฝ่ายประจำนำเสนอเข้า สมช. กลับกลายเป็นนำเสนอให้ส่งออกได้ เท่ากับว่า กำไรรวมกันกำไรหลายเด้ง ได้ทั้งการปรับสูตรแบบไม่ต้องจ่ายค่ากลั่น แถมเอาไปขายได้ในราคาตลาดโลกที่แพง กว่านี่ไม่แฟร์เป็นอย่างยิ่งในสภาวะที่น้ำมันยังขาดแคลน
“คิดว่า ท่านรัฐมนตรีก็ทำสุดความสามารถ แต่เราเคยบริหารกระทรวงนี้มาก่อน ที่น่ากลัวที่สุด คือ ข้าราชการสวมหมวก 2 ใบ ใบหนึ่ง เป็นฝ่ายกำกับตรวจสอบระบบราชการ แต่อีกใบนั่งเป็นบอร์ดบริษัทรวมกัน การตัดสินใจคราวนี้ให้ส่งออก Jet A1 ได้คือทำให้โรงกลั่นกำไร เมื่อลดราคาค่าปรับสูตร แล้วก็แถมเอาไปขายในต่างประเทศได้ที่เขาต้องการในราคาสูงขนาดนี้ และยังขายให้คู่แข่งทางการท่องเที่ยวของเรา คือเวียดนาม มันต้องมองหลายมิติ ผมคิดว่าการส่งข้อมูลแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องแล้วข้อมูลมาไม่ครบ”
นายอรรวิชช์ กล่าวว่า ตนเคยเสนอให้เก็บภาษีลาภลอย เพราะตอนนี้คนไทยต้องร่วมกันแพบรับราคาพลังงานสูงมาก ซึ่งไม่แฟร์ และขอเตือนข้าราชการประจำ ถ้าท่านไม่ยกเลิกเรื่องนี้ เราจะตรวจสอบต่อไป และเปิดเผยว่าใครนั่งบอร์ดไหน เสนอเรื่องใดบ้าง


