เมืองไทย 360 องศา
สังเกตอาการของพรรคประชาชนในช่วงไม่กี่วันนี้ เหมือนกับว่ามีเจตนาเคลื่อนไหวเพื่อหวังผลบางอย่าง ไม่ว่าจะเริ่มจากการโจมตีคณะองคมนตรี เสนอให้ยกเลิกองคมนตรี กล่าวหา สว.สีน้ำเงิน “ระบอบสีน้ำเงิน” รวมไปถึงสิ่งที่ระบุว่า สีน้ำเงิน “ที่เหนือกว่าพรรคภูมิใจไทย” มาจนถึงการเคลื่อนไหวที่กำลังเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ “ท้าทาย” โดยเฉพาะความพยายามในการเสนอให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ( ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด โดยอ้างการยึดโยงกับประชาชน ขณะเดียวกันยังยืนยันในการเสนอให้ตัดอำนาจของ สว.ในการโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกด้วย
หากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวทุกเรื่องของพรรคประชาชนในเวลานี้ ดูเหมือนมีความพยายาม “เพิ่มความร้อนแรง” ให้กลายเป็นกระแส เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม แต่ขณะเดียวกันหากพิจารณาถึง “ปลายทาง”แล้ว ทุกเรื่องไม่มีทางทำได้สำเร็จ ตรงกันข้ามมีแต่จะยิ่งสร้างความขัดแย้ง และเหมือนกับว่ามีเจตนาบั่นทอนสถาบันหลักเท่านั้นหรือไม่
สิ่งที่พรรคประชาชนกำลังเคลื่อนไหวในช่วงอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ คือ การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา หลังจากก่อนหน้านี้ได้พลาดท่าให้กับพรรคภูมิใจไทยไปแล้วจากการที่พยายามโจมตีว่า ไม่มีความจริงใจ และเมินเฉยต่อผลประชามมติกว่า 21 ล้านคน ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กลายเป็นว่าพรรคภูมิใจไทยได้ชิงตัดหน้าเสนอร่างแก้ไขไปเป็นพรรคแรกมาตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมไปแล้ว
ขณะที่พรรคประชาชนที่อ้างว่าให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับยังไม่มีการรวบรวมรายชื่อ ส.ส.เพื่อเสนอร่างแก้ไขเข้ามา โดยคาดว่าจะรอเวลาอีกราว 1-2 สัปดาห์
อย่างไรก็ดี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน(ปชน.) และประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (เพิ่มเติมหมวด 15/1) ทั้งหมด 2 ฉบับ สัปดาห์นี้ พร้อมกรอบเนื้อหา สสร. มาจากการเลือกตั้ง มีทั้งตัวแทนพื้นที่-ตัวแทนเชิงประเด็น ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.
เขาบอกว่า ร่างของพรรคประชาชน จะยึด 3 หลักการ คือ 1. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้ร่าง 2. ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย 3. ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เขาอ้างว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 เป็นคำวินิจฉัยที่เราเห็นว่าไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย แต่ได้สร้างข้อจำกัดที่อาจทำให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ได้ เพื่อฝ่าฟันและรับมือกับอุปสรรคดังกล่าว ทาง สส. พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 รวมกันทั้งหมด 2 ร่าง เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 1 จะมีการบรรจุอย่างน้อย 1 ร่างที่ตอบโจทย์ 3 หลักการที่เราได้วางไว้
กรอบเนื้อหาของทั้ง 2 ร่างของพรรคประชาชน ที่จะมีการเคาะรายละเอียดและลงชื่อโดย สส. ในที่ประชุม สส. วันอังคาร มีดังต่อไปนี้
1. สภาร่างรัฐธรรมนูญมีสมาชิก (สสร.) ทั้งหมด 150 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ตัวแทนเชิงพื้นที่ 2. ตัวแทนเชิงประเด็น-กลุ่มอาชีพ-กลุ่มสังคม 2. สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ร่าง 1: ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 150 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 150 คน ให้รัฐสภารับรองทั้งชุด (รับรองแยกรายบุคคลไม่ได้) หากรัฐสภารับรอง 150 คน: 150 คน จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สสร. หากรัฐสภาไม่รับรอง 150 คน: จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง สสร. ทั้ง 150 คนใหม่
ร่าง 2: ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 300 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 300 คน ให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน กระบวนการในการคัดเลือกโดยรัฐสภา จะใช้วิธีการที่ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และสนับสนุนให้ สสร. คงความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภา (รายละเอียดจะเปิดเผยโดยละเอียดในวันยื่นร่าง)
3. สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการมาช่วยปฏิบัติหน้าที่ได้ 1. สสร. ต้องตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมีทั้ง สสร. และคนนอกที่ สสร. คัดเลือกเข้ามา เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้มีประสบการณ์ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มาช่วยงาน สสร. ได้ 2. สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการอื่นได้ ตามที่ สสร. เห็นว่าเหมาะสม (เช่น คณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน)
4. สสร. มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ตราบใดที่ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ (ตามที่บัญญัติไว้แล้วในรัฐธรรมนูญมาตรา 255) 5. สสร. มีกรอบเวลาไม่เกิน 360 วันในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
6. สสร. สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภาฯ หรือจากการที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลง 7. เมื่อ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ สสร. จะต้องส่งร่างดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ (โดยมติเห็นชอบจากรัฐสภา จะต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา) – หากรัฐสภาเห็นชอบ ร่างดังกล่าวจะถูกส่งไปถามประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ
นอกเหนือจาก 2 ร่าง ของพรรคประชาชน ทาง สส. พรรคประชาชนเราพร้อมที่จะร่วมลงชื่อให้กับร่างของพรรคการเมืองอื่นหรือร่างของสมาชิกรัฐสภาส่วนอื่น ที่ต้องการรายชื่อเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการยื่นร่างเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้สำเร็จ ตราบใดที่ร่างดังกล่าวมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักการสำคัญของพรรคประชาชน
นั่นคือ เนื้อหาคร่าวๆ ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคประชาชน ที่เมื่อพิจารณาแล้ว “ไม่น่ารอด” น่าจะถูกคว่ำไปตั้งแต่แรก โดยเฉพาะยากที่จะผ่านของ ส.ว.รวมไปถึงการที่มาของ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าผ่านยาก เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ แต่การที่พรรคประชาชนจงใจที่จะเสนอเข้ามาเสมือนกับกับว่าเป็นการจงใจหรือเจตนาท้าทายหรือเปล่า
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องถือว่าเป็นสิทธิ์ที่สามารถเสนอร่างแก้ไขเข้ามาได้ หากสามารถรวบรวมเสียงได้เพียงพอ แต่อย่างที่ระบุเอาไว้ก็คือโอกาสที่จะผ่านวาระหนึ่งนั้นยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะเสียงจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มจับมือกันแน่น โดยพวกเขายังมีท่าทีประณีประนอมในชั้นกรรมาธิการเพื่อปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้มีความยืดหยุ่นกว่าเดิม
ขณะที่เมื่อวกมาที่พรรคประชาชน การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา มีหลักการและเนื้อหายังสุดโต่ง ไม่ต่างกับการเจตนาสร้างความปั่นป่วน และรู้ว่าถึงอย่างไรฉบับร่างของตัวเองถูกคว่ำตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มต้นด้วยซ้ำไป ดังนั้นมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าไม่ต่างจาก “สร้างกระแส” ขึ้นมา อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปถึง “สีน้ำเงิน” ที่พวกเขาชี้ว่า “อยู่เหนือ” ขึ้นไปอีก
ดังนั้น นาทีนี้สำหรับความเคลื่อนไหวของ พรรคประชาชน ถือว่าต้องจับตามองว่าในที่สุดแล้วพวกเขามีเจตนาอะไรกันแน่ เพราะนับตั้งแต่จุดพลุเรื่อง “องคมนตรี” มาจนถึง “สีน้ำเงิน” ต่อเนื่องมาจนถึงการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สุ่มเสี่ยงฝ่าฝืนศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ว่ามองมุมไหนแล้วเสี่ยงถูกคว่ำแน่นอน ขณะเดียวกันอีกมุมหนึ่งเวลานี้ทั้งพรรคกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายจากการที่ระดับหัวแถว ตั้งแต่ หัวหน้าพรรคคือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับพวกหลายสิบคนมีชนักเรื่องแก้ไข มาตรา 112 แม้จะรอดไม่ต้องพักการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.แต่ปลายทางแล้วไม่น่าจะออกมาทางบวก ซึ่งแบบนี้หรือเปล่าที่เป็นสาเหตุต้องป่วนให้ “ทะลุเพดาน” หรือเปล่า !!


