xs
xsm
sm
md
lg

"มาร์ค" เทียบ “ระบอบสีน้ำเงิน” คล้าย “ระบอบทักษิณ” ปัญหาหลักคืออำนาจบริหารครอบงำองค์กรอิสระ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อภิสิทธิ์” เทียบ “ระบอบสีน้ำเงิน” คล้าย “ระบอบทักษิณ” ชี้ปัญหาหลักคืออำนาจบริหารครอบงำองค์กรอิสระ ซัดมาตรฐานตรวจสอบไม่เท่ากัน ห่วงคดีฮั้ว สว. เปิดทางแทรกแซงกลไกถ่วงดุล พร้อมเหน็บ ป.ป.ช. สังคมไทย “ป่วยเพราะเกลียดการโกง”

วันนี้ (26พ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะวิวาทะเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่า ตนไม่ประสงค์จะนิยามว่าเป็นระบอบสีใด แต่หากย้อนกลับไปดูสิ่งที่เคยถูกเรียกว่า “ระบอบทักษิณ” แล้วถอดชื่อคุณทักษิณออกไป พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็เป็นเรื่องเดียวกัน คือปัญหาว่าฝ่ายบริหารใช้อำนาจเกินขอบเขตได้หรือไม่ และองค์กรที่ควรเป็นอิสระถูกตั้งคำถามว่าอยู่ภายใต้อาณัติ หรือเป็นเครือข่ายเดียวกับผู้มีอำนาจฝ่ายบริหารหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประเด็นคดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากมีการฮั้ว สว. จริง จะไม่ใช่เพียงปัญหาของกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทางไปสู่การแทรกแซงองค์กรตรวจสอบ เนื่องจากองค์กรอิสระจำนวนมากมีที่มาผ่านกลไกวุฒิสภา และหากองค์กรเหล่านี้ถูกตั้งคำถามว่าเชื่อมโยงกับฝ่ายบริหาร ย่อมทำให้ผู้มีอำนาจบริหารไม่สามารถถูกตรวจสอบได้อย่างแท้จริง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงปัญหาการตรวจสอบการทุจริตว่า ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมลอยนวล แต่คือการใช้มาตรฐานไม่เท่ากัน โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองมักไม่มีปัญหา แต่เมื่อเป็นฝ่ายเดียวกันเองหรือฝ่ายที่มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ มักเกิดความรู้สึกในสังคมว่าไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง สิ่งที่สังคมต้องการคือความมั่นใจว่าองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐ และองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบ จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของเครือข่ายฝ่ายบริหาร

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงบทบาทของ ป.ป.ช. ว่า ในฐานะผู้เคยมีส่วนผลักดันให้เกิดองค์กรตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. ตนรู้สึกผิดหวังที่วันนี้องค์กรอิสระหลายแห่งถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ โดยบางคดีที่มีคำวินิจฉัยออกมา “ค้านสายตา” ประชาชน พร้อมยกตัวอย่างกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพียงพอที่จะชี้ประเด็นผลประโยชน์ขัดกัน ตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 126 เพราะประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่ามีการแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ แต่คือการที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งกำกับดูแลกระทรวง กลับมีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลที่รับงานจากหน่วยงานภายใต้กระทรวงนั้น

เมื่อกล่าวถึงกรณีเลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุว่าสังคมป่วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สังคมป่วยเป็นโรคเกลียดการโกง และอยากให้เชื้อนี้ติดกลับไปที่เลขาธิการ ป.ป.ช. และ ป.ป.ช. เพื่อให้ประเทศไทยเลิกเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” พร้อมเห็นว่า รัฐบาลไม่ควรทำให้ผู้ที่ออกมาเปิดข้อมูลหรือช่วยตรวจสอบ รู้สึกเหมือนถูกข่มขู่ ถูกต่อว่า หรือถูกตั้งคำถามว่าเป็นฝ่ายผิดเสียเอง

นายอภิสิทธิ์ ระบุด้วยว่า การเรียกร้องให้ทุกอย่างต้องเป็นคดีหรือมีหลักฐานแบบ “ใบเสร็จ” ก่อน จึงจะยอมรับว่ามีปัญหา เป็นแนวคิดที่ย้อนกลับไปสู่ยุคเดิม ทั้งที่การทุจริตระดับผู้ใหญ่จำนวนมากไม่สามารถหาหลักฐานแบบตรงไปตรงมาได้ง่าย โดยเห็นว่า ข้อมูล เครื่องมือ และเครือข่ายตรวจสอบจากภาคประชาชนควรได้รับการสนับสนุน เพราะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ปัญหาทุจริตถูกเปิดเผยและนำไปสู่การแก้ไข