อดีตสส.ปชป. เปิดชื่อเต็ม “หน้าห้องประธานป.ป.ช.” ครบทีม ชง “สุชาติ” ตั้ง กก.สอบข้อเท็จจริง จี้ตอบสังคม “แทรกแซง-ล้วงลูก” จริงหรือไม่ ยกเคส เปลี่ยน กก.สอบทุจริตสภาฯหมื่นล้าน ส่อเอื้อใคร หรือลืมหน้าที่องค์กร
วันที่ (26 พฤษภาคม 2569) เมื่อเวลา 13.30 น. นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.)
โดยนายวัชระ กล่าวว่า ตนมายื่นเรื่องเพื่อขอให้ประธานป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายในสำนักงานป.ป.ช.เกิดวิกฤตศรัทธา มีการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและการวินิจฉัย ไม่ได้บริหารด้วยหลักธรรมาภิบาล หลักนิติรัฐนิติธรรม สมดังการบริหารราชการแผ่นดินตามจุดมุ่งหมายการก่อตั้ง ป.ป.ช. เมื่อผู้ตัดสินความยุติธรรมมีความละโมบ เห็นแก่ตัว เห็นแก่อามิสสินจ้าง เล่นพรรคเล่นพวก ไม่ตั้งอยู่ในทำนองคลองธรรม หลงลืมจริยธรรมของบรรพตุลาการ จนทำให้ภาพพจน์ขององค์กรตกต่ำอย่างหนักซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนหรือไม่ นับแต่ก่อตั้งองค์กร ป.ป.ช. มา 26 ปี
“ทั้งนี้ ปรากฏว่ามีพฤติกรรมในองค์กรที่สื่อมวลชนต่างนำมาเผยแพร่ ผมในฐานะประชาชนได้รับแจ้งเบาะแสว่า มีบุคคลต้องสงสัยที่อาจจะเกี่ยวข้องแทรกแซงการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ การล้วงลูกดูสำนวน ประกอบด้วยบุคคลในอักษรย่อที่ใกล้เคียงข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
คนที่ 1 หรือ ต.1 คือ นายสุรเชษฐ์ บุษบกแก้ว หรือ ต้น เลขานุการ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ,คนที่ 2 หรือ ต.2 คือ นายธนา ธรรมวิหาร หรือ ต่าย ทนายความ ที่ปรึกษาและอนุกรรมการ ป.ป.ช. ชุดต่าง ๆ , คนที่ 3 หรือ อ.1 คือ นายอธิโชค วินทกร หรือ อ้วน ที่ปรึกษา ประธานกรรมการ ป.ป.ช.
ซึ่งบุคคลที่ 1 ถึงบุคคลที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกได้รับการเสนอและแต่งตั้งจากนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช. และคนที่ 4 หรือ อ.2 คือ นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธ์ุ หรือ เอ รองเลขาธิการฯ ด้านตรวจสอบทรัพย์สิน เพื่อความยุติธรรมต่อบุคคลทั้งสี่และเพื่อความยุติธรรมต่อองค์กร“ นายวัชระ กล่าว
นายวัชระ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน เพื่อค้นหาความจริงว่าจริงหรือไม่ อย่างไร และถ้าจริงจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวอาจมีความผิดตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยประมวลจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2563 หรือระเบียบกฎหมายอื่นใดหรือไม่ ถ้าไม่จริงก็ควรแถลงให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป ยกตัวอย่างกรณีที่ล้วงลูกชัดเจนคือ การเปลี่ยนคณะสอบข้อเท็จจริงการทุจริตการก่อสร้างอาคารรัฐสภากรณีห้องประชุม 113 ห้อง ยกชุด คณะเดิมได้มีมติรับข้อกล่าวหานางพรพิศ เพชรเจริญ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน มาในยุคนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กลับยกเลิกคณะสอบข้อเท็จจริงเดิมและแต่งตั้งคณะใหม่มาพิจารณา ส่อเงื่อนงำความไม่โปร่งใส แทรกแซงการทำงานอย่างเห็นได้ชัด เมื่อความปรากฏดังนี้ จึงขอให้นายสุชาติตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหน้าห้องของตนเองและบุคคลต้องสงสัยที่อาจจะเกี่ยวข้อง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมาย ผลเป็นประการใดแจ้งให้ตนทราบด้วย ทั้งนี้ตนได้ยื่นหนังสือดังกล่าวถึงกรรมการ ปปช. ทุกคนด้วย


