xs
xsm
sm
md
lg

“พรรคส้ม”เปิดก่อน แต่ละเรื่องไม่มีแต้มบวก!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล - ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เมืองไทย 360 องศา

หากเปรียบเทียบ “พรรคส้ม” หรือพรรคประชาชนในเวลานี้ก็ต้องบอกว่า แต่ละเรื่องที่จับออกมาไม่ “พลาดท่า” หรือไม่เช่นนั้นก็แค่ “สนุกสนานครื้นเครง” กันเองในหมู่สาวก เพราะระยะหลัง จับอะไรขึ้นมาก็มักจะไม่ค่อยได้แต้ม หลงทางหลงประเด็นไปไกลลิบ จนนับวันกลายเป็นว่า แฟนเก่าเริ่มจาง แฟนใหม่ไม่มีมาเพิ่ม อะไรประมาณนั้น

เริ่มจากการเปิดกรณีคณะองคมนตรีร่วมประชุมกับกระทรวงมหาดไทย ที่กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยร่วมด้วย โดยพรรคประชาชนโพสต์ทันควัน เรียกร้องว่า “อย่าดึงฟ้าต่ำ” พร้อมทั้งชี้ว่า เป็นการกระทำที่ไม่บังควร ขัดหลักการการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่องค์พระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ฟังดูเผินๆ เหมือนเจตนาดี มีเจตนาปกป้องสถาบันเบื้องสูง แต่ในความหมายที่แท้จริง เชื่อว่าใครที่ติดตามพรรคนี้มานานย่อมพอมองออกว่า พวกเขามีเจตนาแบบไหนกันแน่

แน่นอนว่า กรณีที่เกิดขึ้นย่อมต้องเรียกเสียงวิจารณ์กันในหมู่สาวกพรรคส้ม ความหมายก็คือ “ขาประจำ”เดิมๆเท่านั้น ขณะที่ในสายตาคนภายนอกย่อมมองออก และเข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริง สังเกตได้ว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่อง “อ่อนไหว” และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใครเห็นคล้อยตามไปกับท่าทีของพรรคประชาชน ที่แสดงออกมาดังกล่าว

ล่าสุด ยังเปิดช่องให้เกิดเสียงวิจารณ์ในทางลบกับชาวบ้านที่รู้ทัน หรือมีทัศนคติทางการเมืองตรงกันข้ามนำไปขยายผล กลายเป็นว่าเฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียว หากพิจารณาในทางการเมืองก็ไม่มีภาพบวกออกมาให้เห็นเลย ส่วนภาพลบนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะกลายเป็นเปิดช่องให้ “นักร้องมีชื่อ” อย่าง นายศรีสุวรรณ จรรยา ในชื่อผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ยุบพรรคประชาชน จากกรณีดังกล่าวแล้ว

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง ขอให้สืบสวน หรือไต่สวนเอาผิดพรรคประชาชน (ปชน.) กรณีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวหารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นการกระทำโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและหรือกฎหมาย เข้าข่ายเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯหรือไม่

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ค.69 ที่ผ่านมา พรรคประชาชนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวหารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งข้อความดังกล่าวดูผิวเผินตามหัวข้อของการโพสต์จะดูเหมือนเป็นการตำหนิรัฐบาล แต่หากพิจารณาเนื้อหาในข้อความทั้งหมดแล้ว จะเป็นการกล่าวในเชิงตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของ “องคมนตรี” กระทบไปยังองค์พระมหากษัตริย์ที่อ้างว่าอาจเป็นการเข้ามาสั่งการ ก้าวก่ายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลหรือไม่มากกว่า ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 6 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้”

และในมาตรา 10 วรรคสอง ยังบัญญัติไว้อีกว่า “คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวง ที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ” ซึ่งการที่คณะองคมนตรีมาร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 ถือเป็นการมาแนะนำรัฐบาลตามปกติ ที่เคยปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 2560

แน่นอนว่ากรณีนี้จะผิดถูกอย่างไรก็ว่ากันไป แต่ในสายตาชาวบ้านย่อมมองออกว่า เจตนาแท้จริงของพรรคประชาชนเป็นแบบไหน ว่าพวกเขามีทัศนคติแบบไหน และยิ่งตอกย้ำความรู้สึกจากชาวบ้านซ้ำเติมเข้ามาอีก

ส่วนอีกเรื่อง ที่ประจวบเหมาะเข้ามาพอดีก็คือ เรื่อง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชน ตั้งแต่ หัวหน้าพรรค คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ รวมไปถึงคนอื่น ต่างออกมากล่าวหาพรรคภูมิใจไทย ว่าละเลยเจตนารมณ์ของประชาชนที่ลงประชามติเสียงส่วนใหญ่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 

แต่กลายเป็นว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้นำคณะมายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตัดหน้าพรรคประชาชน ไปเรียบร้อยแล้ว

สำหรับเนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคภูมิใจไทย จะมีการแก้ไขสองเรื่อง คือ เพิ่มเติมหน้าที่ และอำนาจของรัฐสภา แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 คือเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเพิ่มมาตรา 256/1 - มาตรา 256/23 กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 100 คน ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นภายใน 360 วัน นับตั้งแต่วันเปิดประชุม สสร. นัดแรก โดยกำหนดให้ที่มาของ สสร. มาจากการสมัครของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้สนใจจากจังหวัดต่างๆ คัดเลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน สำรอง 3 คน จากนั้น ส่งรายชื่อเข้ามาที่รัฐสภา เพื่อให้มีการคัดเลือกตามสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภา

ส่วนที่เป็นประเด็นขัดแย้ง จนเป็นเหตุให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมฉบับเก่าตกไปนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ได้มีการปรับแก้ไขแล้ว โดยปรับจากต้องมีเสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เห็นชอบ วาระ 1 และ วาระ 3 จาก 1 ใน 3 เป็น 1 ใน 4 ซึ่งคาดว่า จะมีความเป็นไปได้ที่เจรจาต่อรองกันในชั้นกรรมาธิการ ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคภูมิใจไทย จะไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และ หมวด 2

แม้ว่าเรื่องราวยังอีกไกลกว่าจะได้ข้อสรุป เพราะทุกขั้นตอนต้องใช้เวลา รวมๆแล้วกว่าจะจบอาจต้องใช้เวลานานนับปี หรือหลายปี หรืออาจเกิดอุบัติเหตุการเมือง เช่น ยุบสภาไปก่อน จากปัญหาความขัดแย้งของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ได้ แต่นาทีนี้ สำหรับพรรคประชาชนสะท้อนให้เห็นว่า “ดีแต่พูด” เพราะเอาเข้าจริง เจอพรรคภูมิใจไทย “ปาดหน้า” หน้าตาเฉย ทำให้เวลานี้ ยังมึนทำอะไรไม่ถูก ล่าสุดบอกว่ากำลังเตรียมที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของตัวเองเข้าสภา ในอีก ราว 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ตอนนี้ถูกพรรคภูมิใจไทย “ตีกิน” ไปเรียบร้อยแล้ว

ทั้งสองเรื่อง ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังอ่อนด้วยประสบการณ์เหมือนเดิม ยังไม่อาจฝากผีฝากไข้ได้เลย เพราะหากมองในทางการเมือง ยังถือว่า “ไร้เดียงสา” ไม่แสวงหาเพื่อนใหม่เข้ามาเพิ่มได้เลย ทุกวันนี้ล้วนอาศัย “ของเก่า” ที่นับวันถดถอยลงไปเรื่อยๆ ความคมคายในบทบาทฝ่ายค้านในรอบสองสามเดือนที่ผ่านมา ก็เริ่มมองเห็นชัดขึ้น ยังไม่อาจเป็น “แกนหลัก” เมื่อเทียบกับพรรคฝ่ายค้านพรรคอื่นที่มีคะแนนเสียงน้อยกว่าและที่สำคัญบทบาทแต่ละเรื่อง ล้วนไม่มีแต้มบวกเลย !!