xs
xsm
sm
md
lg

สภาถกรายงานงบกสทช.ปี 66 สตง.บี้เร่งปรับหลายประเด็น ติงเน้นปริมาณกว่าผลสัมฤทธิ์ "สาทิตย์" จี้ยุบตั้งใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สภาถกรายงานงบ กสทช. ปี 66 สตง.ชำแหละหลายประเด็นต้องเร่งปรับ ทั้งงบกลางคงเหลือสูง เงินกันเหลื่อมปีเกินพันล. กองทุนสะสมเกินจำเป็น คุรุภัณฑ์สูญหาย-เสื่อมสภาพ ชี้ติดตามประเมินผลยังเน้นเชิงปริมาณจากการเบิกจ่ายมากกว่าผลสัมฤทธิ์ “สาทิตย์” ซัด 16 ปีล้มเหลว ปล่อยทุนยึดองค์กร-คุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้ จี้ถึงขั้นยุบตั้งใหม่

วันนี้ (21 พ.ค.) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เสนอโดย น.ส.กิดาการ แสงวิทยานุกูล รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะผู้สอบบัญชีตรวจสอบรายงานการเงินของ กสทช.

น.ส.กิดาการ รายงานว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ตรวจสอบผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประจำปีงบประมาณ 2566 ครอบคลุม 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การประเมินผลการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งองค์กร การใช้จ่ายงบประมาณ การบริหารกองทุน การจัดการทรัพย์สิน และการบริหารโครงการตามยุทธศาสตร์

สตง.ระบุว่า กสทช.มีแผนปฏิบัติการประจำปี 2566 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฉบับที่ 3 (2565-2570) โดยตั้งงบประมาณรายจ่ายรวม 6,271.25 ล้านบาท แบ่งเป็นงบตามยุทธศาสตร์ 5,163.78 ล้านบาท งบดำเนินงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) 97.47 ล้านบาท และเงินจัดสรรเข้ากองทุน 1,010 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สตง.พบข้อสังเกตว่า การปฏิบัติงานของ กตป. และคณะกรรมการตรวจสอบภายในอาจมีความซ้ำซ้อนกัน อีกทั้งแผนงานภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 4 ซึ่งตั้งเป็นงบกลางจำนวน 149.99 ล้านบาท แม้มีการปรับลดเหลือ 140.83 ล้านบาท แต่กลับมีงบคงเหลือสูงถึง 113.85 ล้านบาท หรือร้อยละ 80.84 โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554-2566 งบกลางมีเงินคงเหลือเกินร้อยละ 80 ต่อเนื่องทุกปี นอกจากนี้ยังพบว่า กสทช.กำหนดตัวชี้วัดและประเมินผลผลิตโดยเน้นตัวชี้วัดเชิงปริมาณจากการเบิกจ่ายเป็นหลัก

ด้านการใช้จ่ายงบประมาณ สตง.ระบุว่า กสทช.มีงบรายจ่ายประจำปี 2566 จำนวน 6,271.25 ล้านบาท ประกอบด้วยงบประจำ 4,132.71 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 65.90 และงบโครงการซึ่งเป็นภารกิจหลัก 890.25 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.19 รวมทั้งยังมีเงินเหลือจากปีก่อนและเงินขยายเหลื่อมปีรวมกว่า 2,100 ล้านบาท ทำให้มีวงเงินใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 8,415.19 ล้านบาท โดยมีการเบิกจ่าย 6,338.82 ล้านบาท หรือร้อยละ 75.33 และมีเงินคงเหลือ 876.03 ล้านบาท

แม้ สตง.จะเห็นว่า กสทช.บริหารงบประมาณได้ดีขึ้นกว่าปี 2565 แต่ยังมีเงินกันเหลื่อมปีสูงกว่า 1,000 ล้านบาท จึงเสนอให้พิจารณาตั้งงบประมาณตามความจำเป็นและนำผลการดำเนินงานที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาอุปสรรค มาประกอบการจัดทำงบประมาณในอนาคต

ส่วนรายจ่ายด้านบุคลากรจำนวน 2,160.16 ล้านบาท พบความแตกต่างของข้อมูลกับรายงานการเงินปี 2566 กว่า 33.73 ล้านบาท จึงเสนอให้ตรวจสอบสาเหตุและปรับปรุงฐานข้อมูลให้สอดคล้องกัน

สำหรับกองทุนบำเหน็จ กสทช. สตง.พบว่า ตั้งแต่ปี 2554-2566 มีการจัดสรรเงินเข้ากองทุนรวม 1,129.39 ล้านบาท เบิกจ่ายจริงเพียง 311.10 ล้านบาท คงเหลือสะสมกว่า 1,005 ล้านบาท ขณะที่ภาระจ่ายบำเหน็จช่วงปี 2567-2569 อยู่ที่ 162.13 ล้านบาทเท่านั้น จึงเห็นว่า กสทช.อาจพิจารณางดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนได้ และควรทบทวนการจัดสรรงบประมาณเข้ากองทุนอย่างรอบคอบ

นอกจากนี้ สตง.ยังตรวจพบว่า การเบิกค่าใช้จ่ายเดินทางไปต่างประเทศปี 2566 วงเงิน 86.51 ล้านบาท ไม่มีหลักฐานเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินตามแนวปฏิบัติที่กำหนด จึงเสนอให้กำชับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด

ส่วนการจัดสรรงบประมาณเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงฯ และกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวม 1,010 ล้านบาท พบว่าตั้งแต่ปี 2554-2566 มีการจัดสรรงบรวมกว่า 6,512 ล้านบาท และเมื่อรวมเงินจากแหล่งอื่นทำให้กองทุนมีรายรับกว่า 18,827 ล้านบาท มีเงินคงเหลือสิ้นปี 2566 จำนวน 2,546.76 ล้านบาท โดย สตง.ตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีการติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายรายไตรมาส ทำให้หลายโครงการล่าช้าและมีเงินสำรองสะสมสูงกว่า 2,033 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน การจัดสรรเงินให้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ในอัตราร้อยละ 10 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ส่งผลให้ได้รับงบประมาณปีละ 500 ล้านบาทเท่ากันทุกปี โดย สตง.เสนอให้กำหนดเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณและติดตามผลสัมฤทธิ์การใช้เงินให้ชัดเจน รวมถึงพิจารณาความสามารถในการเบิกจ่ายและก่อหนี้ผูกพันของกองทุนประกอบด้วย

ในด้านการบริหารทรัพย์สิน สตง.พบว่า คุรุภัณฑ์ของ กสทช. ชำรุด เสื่อมสภาพ หรือสูญหายจำนวนมาก โดยเฉลี่ยย้อนหลัง 4 ปี สูงถึง 2,680 รายการ หรือร้อยละ 50.82 ของคุรุภัณฑ์ทั้งหมด สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดซื้อทดแทนโดยไม่คำนึงถึงการซ่อมแซมของเดิม รวมทั้งไม่จำหน่ายพัสดุตามที่อนุมัติ ทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ตรวจสอบได้ยาก และมีปัญหาหมายเลขทะเบียนซ้ำกัน

สตง.เสนอให้ กสทช.เร่งซ่อมบำรุงครุภัณฑ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ตรวจนับพัสดุอย่างเคร่งครัด ปรับปรุงทะเบียนทรัพย์สินให้ตรงกับข้อเท็จจริง และตรวจสอบกรณีสูญหายอย่างละเอียดรอบคอบ

ส่วนการบริหารโครงการตามยุทธศาสตร์ พบว่า ปี 2566 กสทช.มีโครงการตามยุทธศาสตร์ 58 โครงการ วงเงิน 890.25 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายได้เพียง 238.19 ล้านบาท มีเงินกันเหลื่อมปี 414.40 ล้านบาท และเงินเหลือจ่าย 237.66 ล้านบาท โดยจาก 58 โครงการ มีเพียง 6 โครงการที่ใช้ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ

นอกจากนี้ยังพบว่า มีเงินกันขยายเวลาที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้และต้องส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดินในปี 2566 จำนวน 290.20 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ และแนวโน้มเงินกันตกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2564-2566

สตง.จึงเสนอให้ กสทช.ทบทวนการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับแผนดำเนินงานและแผนใช้จ่ายเงินจริง รวมถึงเร่งรัดการดำเนินโครงการที่มีเงินกันเหลื่อมปีสูง และกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวเนื่องกันหรือมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระบบใช้งานไม่ได้หลังตรวจรับงานแล้วในอนาคต

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า หากอ่านรายงานฉบับนี้ร่วมกับเสียงสะท้อนจากประชาชน จะเห็นว่า กสทช.กำลังตกเป็น จำเลยของสังคม โดยเฉพาะเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่ง เจตนารมณ์ของกฎหมายจัดตั้ง กสทช. ต้องการให้องค์กรอิสระเข้ามากำกับคลื่นความถี่อย่างโปร่งใส ป้องกันการผูกขาด และคุ้มครองประชาชน แต่ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา กลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

“รายได้หลายแสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่อีกส่วนกลับกลายเป็นงบบริหารองค์กรปีละกว่า 6,000 ล้านบาท โดยเอาเกือบ 60% ไปใช้กับงานประจำและการสร้างตึก ขณะที่ภารกิจหลักตามกฎหมายได้งบเพียงราว 40% สะท้อนการจัดสรรงบแบบอีลุ่ยฉุยแฉก” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ ยังวิจารณ์ปัญหาการควบรวมกิจการโทรคมนาคม จนจากเดิมมีผู้ประกอบการหลายราย เหลือเพียง 2 รายใหญ่ โดยกล่าวหาว่า กสทช.ตีความว่าตัวเอง “ไม่มีอำนาจ” ทั้งที่สามารถใช้อำนาจอนุญาตหรือไม่อนุญาตได้

“นี่คือตราบาปของ กสทช. เพราะองค์กรที่ควรปลอดจากการแทรกแซง วันนี้กลับถูกกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาครอบงำ” นายสาทิตย์ กล่าว

พร้อมกันนี้ ยังตั้งคำถามถึงการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบอย่างชัดเจน จนกลายเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพและแก๊งสแกมเมอร์ระบาดหนัก

“16 ปีที่ผ่านมา กสทช.ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้เลย ทั้งเรื่องราคามือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต และการคุ้มครองผู้บริโภค จึงถึงเวลาหรือยังที่จะต้องทบทวนถึงขั้นยุบ กสทช. แล้วตั้งองค์กรใหม่” นายสาทิตย์ กล่าว

ด้าน นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า รายงานดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงด้านการเงินและการบริหารจัดการของ กสทช.ในระดับสูง โดยเฉพาะกรณีข้อพิพาทคดีความมูลค่ารวมกว่า 63,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่สะท้อนอยู่ในงบการเงิน และตั้งข้อสังเกตว่า หากคดีต่าง ๆ สิ้นสุดลงและ กสทช.ต้องชดใช้ค่าเสียหาย อาจกลายเป็นภาระทางการเงินที่ประชาชนต้องร่วมรับผิดชอบ พร้อมตั้งคำถามว่าปัญหาคดีความมหาศาลเหล่านี้ สะท้อนถึงความบกพร่องในการใช้อำนาจและการบริหารจัดการหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมมีมติรับทราบรายงานดังกล่าว.