xs
xsm
sm
md
lg

“ทักษิณ”จบแบบไหน!? ชนักภาษี1.76หมื่นล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ทักษิณ ชินวัตร - อนุทิน  ชาญวีรกูล - เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เมืองไทย 360 องศา

เริ่มกลับมาเป็นเรื่องราวที่ต้องพูดถึงกันอีกครั้งกรณี “เลี่ยงภาษี” ของ นายทักษิณ ชินวัตร จากการขายหุ้น “ชินคอร์ป” จำนวนกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท เมื่อหลายปีก่อน และตามรายงานระบุว่าที่ผ่านมา นายทักษิณ ก็ได้พยายามต่อสู้เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องจ่ายภาษีดังกล่าว โดยหนึ่งในนั้นคือการ ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 30 เมื่อหลายปีก่อน ขณะเดียวกันการบังคับชำระภาษีจะครบกำหนดภายในกลางปี 2570

ขณะเดียวกันเวลานี้เริ่มมีแรงกดดันให้รัฐบาล ทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมไปถึงอธิบดีกรมสรรพากรให้เร่งรัดติดตามการบังคับชำระภาษีจาก นายทักษิณ ชินวัตร โดยเร็ว ก่อนจะสิ้นสุดอายุความ พร้อมขู่ว่าจะดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแบบกราวกรูด

ก็ต้องบอกว่า เรื่องราวการชำระภาษีดังกล่าว มีการอ้างอิงกฎหมายหลายฉบับ ที่อาจเป็นเรื่องซับซ้อน และมีแท็กติกทางกฎหมาย อย่างไรก็ดีหากพิจารณาจากบางแง่มุมของ นายถาวร เสนเนียม อดีตรมช.คมนาคม และอดีตรมช.มหาดไทย ที่เป็นนักกฎหมายคนหนึ่ง โพสต์ข้อความ เรียกร้องให้สังคมช่วยกันกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการบังคับกฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงให้ช่วยกันตรวจสอบหน่วยงานของรัฐให้ทำหน้าที่ตามกฏหมาย

โดย นายถาวร ระบุว่า กรณีสืบเนื่องจาก นายทักษิณต้องจ่ายภาษี 17,600 ล้านบาท อันเนื่องมาจากการขายหุ้นชินคอร์ป ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ ต้องการกระตุ้นต่อมความคิดของสังคมเพื่อช่วยกันในการตรวจสอบคือเมื่อคุณทักษิณ ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 30 เมื่อปี 2560 หลังจากถูกแจ้งการประเมินภาษีแล้วกฎหมายกำหนดไว้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 ว่า การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการบังคับชำระภาษี 

นั่นหมายความว่า แม้จะยื่นอุทธรณ์ก็ตามกรมสรรพากรก็มีมีอำนาจยึดอายัดทรัพย์เพื่อบังคับชำระค่าภาษีได้ ตามอำนาจที่กำหนดไว้ในมาตรา 12

แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้า นายทักษิณ ยื่นขอทุเลาการบังคับชำระค่าภาษีและอธิบดีกรมสรรพากรอนุญาตก็สามารถทุเลาการบังคับชำระภาษีไว้ก่อนได้ ซึ่งปกติการที่อธิบดีกรมสรรพากรจะอนุญาตให้ทุเลาได้ผู้ยื่นอุทธรณ์คือ นายทักษิณ จะต้องวางหลักประกันค่าภาษีและอาจใช้บุคคลอื่นค้ำประกันไว้ด้วย

แต่ปรากฏว่า ทางกรมสรรพากรไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อให้มีการขอทุเลาและวางหลักประกันค่าภาษีเลยทั้งๆที่ควรมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐอย่างยิ่งและในทางปฏิบัติของกรมสรรพากรแม้แต่ค่าภาษีจำนวนเล็กน้อยของผู้เสียภาษีรายย่อยเมื่อจะมีการดำเนินการให้ขอทุเลาจะต้องวางหลักประกันเสมอซึ่งสามารถตรวจสอบได้แต่รายนี้มีค่าภาษีถึง 17,000 กว่าล้าน กลับละเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการเลยเรื่องนี้ ผมขอเรียกร้องไปยัง ปปช ให้ดำเนินการ ไต่สวนผู้ที่ส่อกระทำความผิดแต่ ปปช ยังไม่สามารถตั้งเรื่องได้เพราะยังไม่มีใครร้องต่อ ปปช เห็นแล้วหดหู่จริงๆ

พวกเราประชาชนต้องเสียภาษีกันทุกบาททุกสตางค์ขณะนี้เงินภาษีของรัฐก็ยิ่งเก็บได้น้อยลงไม่เพิ่มขึ้นเลย กรมสรรพากรก็กลับปล่อยประละเลยรายใหญ่ให้ลอยนวลถ้าเรื่องนี้ได้มีการขอทุเลาและวางหลักประกันไว้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 31 ตั้งแต่ปี 2560 เมื่อศาลพิพากษาในปี 2568 ก็สามารถบังคับกับหลักประกันได้เลย รัฐไม่เสียหายแน่นอนการที่อธิบดีกรมสรรพากรและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ทุกๆคนที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนนี้จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 154 และ 157 จึงอยากให้มีการดำเนินการในเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด

โดยนายถาวร เสนเนียม ระบุว่า ขอร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. ผ่านเพจของผมและสื่อต่างๆหรือ ท่านใดจะหยิบยกเรื่องนี้ไปร้องต่อ ป.ป.ช. ก็จะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรม ประเทศชาติและประชาชน

ในตอนท้าย นายถาวร ย้ำว่า เรื่องการขอทุเลาการชำระค่าภาษีเป็นบทบัญญัติพิเศษที่จะดำเนินการได้เฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 เท่านั้น ไม่ใช่กระบวนการขอทุเลาในชั้นศาลได้เหมือนคดีแพ่งตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ขณะเดียวยังมีการร้องเรียนกดดันมาจากสังคมที่เพิ่มขึ้นมาอย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม องค์กรภาคประชาชนที่ออกมายื่นหนังสือร้องเรียนไปถึงรัฐบาล รวมทั้งอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ ที่เพิ่งเข้ามารับหน้าที่ต่อจากอธิบดีกรมสรรพากรคนเก่าที่ลาออกอย่างกระทันหัน ซึ่งอาจมีข้อสังเกตได้ว่าไม่อยากรับ “เผือกร้อน” นอกเหนือจากเหตุผลส่วนตัวอื่นๆ

แต่เอาเป็นว่า กรณีภาษี 1.76 ล้านบาทของ นายทักษิณ ชินวัตร อาจยังไม่จบง่ายๆ หรือ “คงไม่เงียบ” ลง รวมไปถึงความพยายามปล่อยให้เงียบหายไปตามกาลเวลาไปไม่ได้เป็นอันขาด

กรณีดังกล่าวถือว่าต้องจับตาท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี รวมไปถึง นายเอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าจะขยับอย่างไรหรือไม่ อย่างน้อยก็ต้องกำชับให้ดำเนินการตามกฎหมาย จะปล่อยงางเฉย หรือปล่อยให้เรื่องเงียบไปตามกาลเวลาไม่ได้เป็นอันขาด อีกทั้งยังเชื่อว่ากระแสสังคม รวมถึงบรรดานักร้องเรียนหลายคนคงไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี กรณีภาษี “1.76 หมื่นล้านบาท” ของ นายทักษิณ ชินวัตร ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขายังไม่อาจพ้นบ่วงกรรมไปได้ง่ายๆ โดยยังถือว่ากลายเป็น “ชนัก”ปักคาหลังของเขา โดยยังดิ้นไม่หลุดได้ง่ายๆ

ทั้งนี้ตามข้อมูลระบุว่า ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้ นายทักษิณ ชินวัตรต้องจ่ายภาษี 17,600 ล้านบาท จากกรณีขายหุ้นชินคอร์ป ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 และ ระยะเวลาบังคับชำระภาษีค้างจะหมดประมาณกลางปี 2570 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 เรื่องนี้ไม่ใช่การบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 ซึ่งถ้าเป็นกรณีมาตร 271 จะหมดการบังคับชำระปี 78 เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาอ่านเมื่อพฤศจิกายน 2568

ดังนั้นกรณีภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท นาทีนี้ต้องวัดใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าจะกำชับให้เร่งดำเนินการตามกฎหมายอย่างไรหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันสำหรับ นายทักษิณ ชินวัตร ถือว่านี่คือ “บ่วงกรรม” ที่ยังก้าวข้ามไม่พ้นแน่นอน !!