xs
xsm
sm
md
lg

สสส.-มรอ.-ภาคีเครือข่าย ดัน “สุขภาพดี วิถีล้านนา” ชู “น่านโมเดล” ต้นแบบรับมือ NCDs-อาหารปลอดภัย-ฝุ่น PM2.5

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สสส.-มรอ.-ภาคีเครือข่าย ดัน “น่านโมเดล” ต้นแบบจัดการ NCDs-อาหารปลอดภัย-ฝุ่น PM2.5 ผ่านพลังชุมชนและทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น มุ่งยกระดับสุขภาวะประชาชน 8 จว.ภาคเหนือ สร้างระบบสุขภาพยั่งยืน ขยายผลสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับพื้นที่และประเทศ

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม กรรมการกองทุน และประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 7 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ศึกษาดูงานภายใต้แผน 13 ด้านการขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชน และเยี่ยมชมการทำงานของภาคีเครือข่ายสุขภาวะ ที่องค์การบริหารส่วนตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ว่า สสส. ร่วมกับหน่วยงานและภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพตามบริบทพื้นที่ ผ่านกลไกบุคคลและสถาบันการศึกษา เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุมทั้งเชิงประเด็นและเชิงพื้นที่

รศ.นพ.สรนิต กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้ คือการเปลี่ยนผ่านจากการรับฟังรายงานในห้องประชุมสู่การลงพื้นที่สัมผัส “ของจริง” เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกในวิถีชีวิตและการจัดการสุขภาวะของชุมชนอย่างแท้จริง โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งศึกษา 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ระดับชุมชน การสร้างความมั่นคงทางอาหารผ่านโมเดลอาหารปลอดภัย และการติดตามความพร้อมรับมือปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งสะท้อนการบูรณาการงานวิชาการเข้ากับการทำงานในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง และจะเป็นฐานสำคัญในการกำหนดนโยบายสนับสนุนงานสุขภาวะที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่จริง

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยให้ความสำคัญกับการใช้ “พื้นที่เป็นฐาน” เพื่อให้การแก้ปัญหาสอดคล้องกับบริบทและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดี วิถีล้านนา” ที่มุ่งยกระดับสุขภาวะประชาชนแบบองค์รวม ผ่านการพัฒนาระบบสนับสนุนวิชาการ และเสริมศักยภาพภาคีเครือข่ายในระดับจังหวัดและภูมิภาค

นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า ความสำเร็จของ “น่านโมเดล” สะท้อนการนำทุนทางสังคมและวัฒนธรรมชุมชนมาใช้แก้ปัญหาสุขภาวะอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การขับเคลื่อนโรงเรียนผู้สูงอายุควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ภายใต้แนวคิด “กินอาหารเป็นยา” ในพื้นที่ อบต.ป่าคา จังหวัดน่าน การส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและอาหารพื้นถิ่นเพื่อป้องกันโรค NCDs รวมถึงการสร้างกลไกชุมชนรับมือปัญหาฝุ่น PM2.5 ผ่านความร่วมมือของท้องถิ่น ภาคสาธารณสุข และภาคประชาชน จนเกิดการผลักดันสู่เทศบัญญัติท้องถิ่นและการจัดการเชิงนโยบายในระดับพื้นที่

ขณะที่ ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุน สสส. และรักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ กล่าวว่า ภายใต้แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ มีบทบาทสำคัญในการเสริมพลังภาคีเครือข่าย ผ่านแนวคิด “TOGETHER WE CAN” ที่เน้นการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน สร้างความเป็นเจ้าของร่วมกัน และเสริมสมรรถนะภาคีให้สามารถขยายผลได้อย่างเข้มแข็ง


โดยมี “ศูนย์ประสานงานและสนับสนุนภาคีระดับภูมิภาค” ซึ่งดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ (มรอ.) เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมประสานภาคีเครือข่ายภาคเหนือตอนบน ผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ การสื่อสารคุณค่าสุขภาวะ การสร้างระบบข้อมูลองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการเชื่อมประสานภาคี เพื่อยกระดับการทำงานข้ามพื้นที่และข้ามประเด็น พร้อมเดินหน้าสร้างพลังคนรุ่นใหม่ ขยายกลไกสนับสนุนภาคี และถอดบทเรียนความสำเร็จจากพื้นที่ต้นแบบ เพื่อผลักดันสู่การขยายผลเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ

ผศ.ดร.กิตติ เมืองตุ้ม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ กล่าวว่า มรอ. ได้ขับเคลื่อนโครงการ “พัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนวิชาการเพื่อขับเคลื่อนงานสุขภาวะภาคเหนือตอนบน” ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. โดยนำองค์ความรู้และทรัพยากรทางวิชาการมาร่วมยกระดับการทำงานสุขภาวะใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา ลำพูน แพร่ และน่าน

ทั้งนี้ เกิดการขับเคลื่อน 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ อากาศสะอาด ความมั่นคงทางอาหาร ระบบรองรับสังคมสูงวัย สุขภาพจิต และบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านกระบวนการ “โชว์ แชร์ เชื่อม” ที่ช่วยสร้างพื้นที่กลางของการเรียนรู้ข้ามพื้นที่และข้ามประเด็น จนนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่จับต้องได้ เช่น มาตรการจัดการฝุ่น PM2.5


ด้าน ศ.ดร.จักรกฤษณ์ พิญญาพงษ์ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับงานสุขภาวะใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ผ่านระบบสนับสนุน 4 ด้าน ได้แก่ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่ การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนาสมรรถนะภาคี และระบบติดตามประเมินผลเพื่อถอดบทเรียนร่วมกัน

โดยในพื้นที่ อบต.ป่าคา จังหวัดน่าน สามารถบูรณาการงานสังคมสูงวัยเข้ากับความมั่นคงทางอาหารได้อย่างโดดเด่น ผ่านกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุและแนวคิด “กินอาหารเป็นยา” จนเกิดการเปลี่ยนแปลงจากการทำงานเชิงตั้งรับสู่เชิงรุก และผลักดันเข้าสู่เทศบัญญัติท้องถิ่นเพื่อความยั่งยืน พร้อมสร้าง “พื้นที่กลาง” ให้ภาคีทุกภาคส่วนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การขยายผลและผลักดันนโยบายสาธารณะที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่อย่างแท้จริง