xs
xsm
sm
md
lg

"ไอซ์" ซัด นายกฯหนุน "สุชาติ" ฟ้องปิดปาก เหมือนปชช.ต้องสู้กับผู้นำประเทศตัวเอง ที่ให้ท้ายพวกคอรัปชั่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"รักชนก" ฟาดเดือด! ‘สุชาติ-คพ.‘ ขู่ฟ้อง ’กกร.-ม.หอการค้าฯ‘ ปมเปิดผลสำรวจผู้ประกอบการให้ข้อมูลรับสินบน แถมนายกฯให้ท้าย ชี้เข้าข่าย ’ฟ้องปิดปาก‘ (SLAPP) กระทบการเข้าร่วม ’ OECD‘ ที่กำหนดมาตรฐาน ”การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต” ลั่น เหมือนปชช.ต้องสู้กับผู้นำประเทศตัวเอง ที่ให้ท้ายพวกคอรัปชั่น จะสู้ยังไง

เมื่อวันที่ (16 พ.ค.69) นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์
“เรากำลังอยู่ในยุค อันธพาลครองเมือง คนชั่วเรืองอำนาจ คนไร้สติปัญญาส่งเสริมให้ท้าย
เวลามีคนวิจารณ์หรือตั้งข้อสงสัยว่า การทำงานของคุณไม่โปร่งใส ส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชัน สิ่งที่คุณควรทำคือข้อใด
ก) ขอโทษสังคม ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น
ข) ตามล่าหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในองค์กรที่ตนเป็นผู้กำกับดูแล เพื่อชี้แจงสังคมว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมแนวทางปรับปรุงแก้ไขที่เป็นรูปธรรม
ค) หาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง คนในองค์กรจะได้ไม่มีใครกล้าทำผิดอีก

คนปกติที่สติดี ๆ มีความคิดความอ่าน ก็คงต้องเลือกสักข้อในบรรดาตัวเลือกเหล่านี้ แต่แนวทางของรัฐบาลนี้ ทำให้ประเทศไทยหมดหวังกับการจัดการเรื่องทุจริตคอรัปชั่น ไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศไทย หมดหวังเรื่องการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่น แต่ยังส่งผลกระทบ กับการเข้าร่วม OECD ซึ่งเป็นเวทีระกับโลกอีกด้วย

เริ่มจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น ตั้งแต่เรื่อง ตึก SKYY9 เบอร์รีเลือด จนมาถึง กรมควบคุมมลพิษที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบน กลับกลายเป็นการออกมาปกป้องข้าราชการ ไม่สืบหาความจริง และขู่ฟ้องคนที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล
แทนที่ นายอนุทิน จะออกมาให้ความมั่นใจ
ว่าคนที่เปิดโปงเรื่องทุจริตคอรัปชั่น จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง แต่ดันออกมาพูดอะไรพล่อยๆ ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนให้ท้ายคนทุจริตคอรัปชั่น มากกว่าจะจัดการให้เด็ดขาด

ทั้งรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงพฤติกรรม ที่ดูราวกับจะปกป้องและเข้าข้างคนทำทุจริตคอรัปชั่น ทำให้รู้สึกว่าบ้านเมืองคงหมดหวังแล้วจริงๆ ที่จะจัดการปัญหาคอรัปชั่นในรัฐบาลนี้
— — — — —
พฤติกรรมดังกล่าว คือ “การฟ้องปิดปาก (SLAPP)” ทำให้คนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เกิดความหวาดกลัว ต้องเสียค่าใช้จ่าย เสียต้นทุนในชีวิตที่ต้องมาเข้าสู่กระบวนการ และเสียสุขภาพจิตในการต่อสู้คดีในชั้นศาล จนทำให้ประชาชนจำนวนนึง ไม่กล้ามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน

ยิ่งต้องต่อสู้กับคนที่มีอำนาจเหนือกว่ามากๆ ทั้งอำนาจเหนือทางเศรษฐกิจและทางสังคม เช่น นายทุนยักษ์ใหญ่ นักการเมือง หรือคนมีสีที่เกี่ยวข้องกับทุนและการเมือง ยิ่งสู้ยาก เพราะรวยกว่ามีโอกาสซื้อเวลาซื้อความยุติธรรมได้มากกว่า มีอำนาจมากกว่าก็มีคอนเนคชัน มีเครือข่ายที่อาจจะทำให้ได้เปรียบ

แล้วนี่เหมือนประชาชนคนตาดำๆ ต้องสู้กับนายกของประเทศตัวเอง ที่ให้ท้ายพวกคอรัปชั่น เค้าจะสู้ยังไง..

ปัญหาของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยต้องมีคนสันดานเช่นนี้เป็นรัฐมนตรีและเป็นนายก(ไม่ได้ขยายว่าสันดานแบบใด ผู้อ่านสามารถตีความเอาเองในใจ) แต่มันส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นระดับประเทศ คือ การก้าวเข้าสู่ OECD ที่รัฐบาลอยากเข้าเป็นสมาชิก องค์การนี้ เค้ากำลังจับจ้องประเทศไทยในเรื่องการฟ้องปิดปากอยู่

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD : Organisation for Economic Co-operation and Development) เป็นองค์กรที่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วมารวมตัวกัน เพื่อส่งเสริมแนวนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และการค้าโลกที่ดีกว่า โดยกำหนดมาตรฐานความโปร่งใส ธรรมาภิบาล การเติบโตที่ยั่งยืน รวมไปถึงเรื่องมาตรฐานเรื่องการ “คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต” ด้วย

ซึ่งรัฐบาลนี้ประกาศในคำแถลงนโยบายว่าต้องการเข้าร่วม OECD เพราะการได้เข้าร่วมนั่นหมายถึงโอกาสมหาศาล ประเทศที่เข้าร่วมจะมีภาพลักษณ์และมาตรฐานตามประเทศพัฒนาแล้ว ได้ความช่วยเหลือทางด้านคำปรึกษา และนโยบาย รวมกลุ่มหลวม ๆ เพิ่มอำนาจต่อรองกับกลุ่มทุนและอื่น ๆ

แต่มันไม่ใช่ว่าอยากเข้าแล้วเข้าได้เลย ไม่ใช่ว่าสมัครแล้วจะรับหมดไง OECD ได้ส่งข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยต้องปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติของเราให้สอดคล้องกับ “อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน (OECD Anti-Bribery Convention)” ซึ่งวางหลักให้ประเทศต่างๆ ต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ปกป้อง whistleblower คุ้มครองทั้งคนในองค์กรและคนนอกที่แจ้งเบาะแสการทุจริต คุ้มครองพยาน แต่ OECD ชี้ว่า เรายังขาดกลไกการคุ้มครองที่ทั่วถึง พูดง่าย ๆ เขาบอกเราทำไม่ได้ตามมาตรฐานเขา

นอกจากนี้ ประเทศของเราก็กำลังเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (FTA Thailand-EU) ซึ่งยุโรปให้ความสำคัญกับการมีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) มากๆ EU เขามีมติให้ชาติสมาชิกของเขาต้องออกกฎหมายนี้ และรัฐสภายุโรปรวมถึงภาคประชาสังคมก็กดดันให้ EU ใช้การเจรจา FTA กดดันให้ไทยปฏิรูปกฎหมายมาโดยตลอด
— — — — —
เมื่อโลกเรียกร้องไทยมาแบบนี้แล้ว รัฐบาลควรทำอะไรบ้าง?

-ประเทศไทยต้องมีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก Anti-SLAPP ปิดช่องโหว่ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่คุ้มครองแค่คนที่แจ้งเบาะแสกับ ป.ป.ช. เท่านั้น แต่ไม่คุ้มครองคนที่แจ้งกับสื่อมวลชน ช่องทางอื่น หรือประเด็นอื่น ๆ

-แก้กฎหมายสารบัญญัติ เติมนิยาม “เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ” ทั้งในประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อยกเว้นความผิดหรือค่าเสียหาย สำหรับคนที่วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ สิ่งแวดล้อม หรือสิ่งที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เพื่อสร้างความชัดเจนให้ศาลสามารถตีความได้

-แก้กฎหมายวิธีสบัญญัติ แก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง/อาญา คุ้มครองตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน เช่น ถ้าไปร้องทุกข์ในพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวกับคดีหรือภูมิลำเนาห่างไกลจากผู้ต้องหา สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่านี่คือการฟ้องปิดปาก, ชั้นพนักงานอัยการ ให้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดี, ชั้นศาล ให้สิทธิ์จำเลยทำคำร้องต่อศาล ไต่สวนคดีที่น่าจะเป็นการฟ้องปิดปาก และให้อำนาจศาลสั่งยกฟ้องคดี แม้ในปัจจุบันเราจะมีมาตรา 161/1 แห่ง ป.วิ.อาญา ให้ศาลยกฟ้องคดีที่ฟ้องโดยไม่สุจริต แต่กว่าศาลจะยกฟ้อง กระบวนการก็อาจจะลากยาวนาน เราจึงต้องแก้กฎหมายใหม่ ตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนเกินสมควร

-แค่การยกฟ้อง ยังไม่พอ เราต้องกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) แก่ผู้ที่ไล่ฟ้องปิดปากคนอื่นด้วย เพื่อป้องปรามไม่ให้มีการฟ้องปิดปากเรื่อยเปื่อย แบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

-ซึ่งพรรคประชาชนเรายื่นร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ป้องกันการฟ้องปิดปาก) ร่างกฎหมายยื่นเข้าสภาไปแล้ว เนื้อหาคือ นิยามการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ให้หมายถึงการฟ้องเพื่อปิดกั้น “การมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะ”, เพิ่มสิทธิของประชาชนในการขอให้ศาลยกฟ้อง กรณีที่ถูกฟ้องเพื่อ “ปิดกั้นการมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะ” (SLAPP) , เพิ่มอำนาจศาลในการพิจารณาลงโทษผู้ที่ฟ้องคดี SLAPP เช่น สั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทน  
รัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลขยับหรือยัง ?

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือ มาตรฐานที่โลกเรียกร้องให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม
รัฐบาลจะมีหน้าไปยืนบนเวทีโลกได้ยังไง ถ้าเรายังมีรัฐมนตรีที่ชื่อว่า สุชาติ ชมกลิ่น อยู่ในคณะรัฐมนตรี
เคสเบอร์รีเลือด ตามข่าวไล่ฟ้องตั้งแต่ DSI ไปจนถึงนักข่าว
เคสตึก SKYY9 ก็ฟ้องผู้แทนราษฏร ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล เคสนี้ขนาดเขาไม่ได้กล่าวหาตนเองตรงๆ ยังจะขู่อีก
ยังไม่นับ คนที่นายสุชาติ แต่งตั้งให้เป็นมีตำแหน่งที่เที่ยวไปพฤติกรรมเข้าข่ายคุกคามคนอื่นๆ อีกเต็มไปหมด
แถมนายกรัฐมนตรี คนที่ถืออำนาจบริหารราชการแผ่นดินสูงสุด แทนที่จะประกาศยืนข้างคนเปิดโปงทุจริต ลุยปราบปรามอย่างหนัก
แต่กลับสไดล์หน้าออกมาประกาศปกป้องให้ท้ายคนทำผิด
คนในรัฐบาลนี้อาจจะมีมุมมองที่คับแคบ
คิดแต่เพียงว่าจะแสวงหาอำนาจ เพื่อปกครอง
กินรวบประเทศเบ็ดเสร็จ แล้วก็อยู่ต่อไปเรื่อยๆแบบนี้ได้อย่างไร

แต่ลืมคิดว่า ฐานรากของการอยู่ร่วมกันอย่างมีกติกา นิติรัฐ นิติธรรม ธรรมาภิบาล ตอนนี้ผุพังไปหมดแล้ว ระวังไว้ ว่าวันไหนถ้ามันถล่มลงมา แม้แต่ยอดบนสุด ก็อาจจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ต้องพังทลายในที่สุด