xs
xsm
sm
md
lg

ชาวไร่ยาสูบภาคเหนือปรับตัวรับกติกาโลก–สิ่งแวดล้อม วอนรัฐปราบบุหรี่เถื่อนเป็นวาระแห่งชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เครือข่ายชาวไร่ยาสูบภาคเหนือจัดเวทีอบรมปรับตัวตามกรอบ WHO FCTC ด้านสิ่งแวดล้อม ชูจัดการน้ำ ฟื้นฟูดิน ลดสารเคมี พร้อมเรียกร้องรัฐเร่งปราบบุหรี่เถื่อน หลังพบสัดส่วนสูงถึง 24.9% กระทบรายได้รัฐและปากท้องเกษตรกร

สมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูก และผู้ค้าใบยาสูบแพร่ ร่วมกับสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูก และผู้ค้าใบยาสูบไทย ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “การปรับตัวและดำเนินงานเพื่อปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกในด้านสิ่งแวดล้อม” มีเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบจังหวัดแพร่ นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาคเหนือเข้าร่วมกว่า 140 คน โดยมีนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สส.บัญชีรายชื่อ และนายชนาธิป ศุภศิริ สส.แพร่ พรรคภูมิใจไทย เข้าร่วมรับฟัง

นายปรัชญา กันทาธรรม นายกสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูก และผู้ค้าใบยาสูบแพร่ กล่าวว่า ใบยาสูบ โดยเฉพาะสายพันธุ์เวอร์จิเนีย เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดแพร่มายาวนานกว่า 88 ปี แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตสูง นโยบายภาษียาสูบที่ซับซ้อน รวมถึงปัญหาบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าที่ขยายตัว ส่งผลให้โควตารับซื้อใบยาสูบลดลง

นายปรัชญา ระบุว่า เกษตรกรพยายามปรับตัวทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากร และมาตรฐานการผลิต เพื่อให้ดำรงอาชีพได้อย่างยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมองผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แปลงเพาะปลูก โรงบ่ม ไปจนถึงแรงงานในชุมชน รวมถึงเร่งปราบปรามบุหรี่เถื่อน จับกุมต้นตอ และมีมาตรการช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบอย่างชัดเจน ทั้งการส่งเสริมพืชทางเลือก อาชีพทดแทน พืชหมุนเวียน และการนำเทคโนโลยีที่ต้นทุนจับต้องได้มาใช้จริง

ด้านดร.ทัตพร คุณประดิษฐ์ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวว่า เกษตรกรจำเป็นต้องเสริมทักษะและเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านพื้นที่เพาะปลูก การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต ภาวะภูมิอากาศ และความยั่งยืน โดยการอบรมครั้งนี้เน้นเรื่องการจัดการน้ำ การฟื้นฟูดิน การลดผลกระทบจากสารเคมี การปลูกพืชหมุนเวียน และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งเชื่อมโยงกับมาตรา 18 ของ WHO FCTC ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร


ขณะที่ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบสะท้อนว่า ปัญหาบุหรี่เถื่อนยังเป็นความท้าทายสำคัญ แม้ภาครัฐจะยกระดับการปราบปรามมากขึ้น แต่ยังขาดความต่อเนื่อง โดยผลสำรวจซองบุหรี่เปล่าล่าสุดพบว่า บุหรี่ที่มิได้เสียภาษีมีสัดส่วนสูงถึง 24.9% ของตลาด หรือราวหนึ่งในสี่ของการบริโภคในประเทศ กระทบโดยตรงต่อรายได้รัฐ ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ

ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบจึงเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้าผิดกฎหมายเป็นวาระแห่งชาติ เร่งพิจารณาปรับโครงสร้างภาษียาสูบให้เหมาะสม และบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน เพื่อปกป้องห่วงโซ่อาชีพของเกษตรกรอย่างยั่งยืน