วันนี้(14 พ.ค.)นายการุณย์ คูเจริญชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม ร่วมอภิปรายญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมายและการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย โดยสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เชียงใหม่ เขต 7 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ภูเขาและชายแดนทางภาคเหนือ ที่ต้องเผชิญข้อจำกัดจากกฎหมายหลายฉบับที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน
นายการุณย์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญคือปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อนกับเขตป่าไม้ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน โดยเฉพาะจาก พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ที่ถูกมองว่าเป็นกฎหมายล้าหลัง เน้นการรวมศูนย์อำนาจ และไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจนระหว่างประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อน กับผู้บุกรุกพื้นที่ป่ารายใหม่
ทั้งนี้ ในพื้นที่อำเภอฝาง แม่อาย และไชยปราการ ยังคงมีปัญหาการถือครองที่ดินทับซ้อนกับเขตป่าและที่ราชพัสดุ ส่งผลให้ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถนำที่ดินไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อเข้าถึงแหล่งทุนในระบบได้ ทั้งที่หลายครอบครัวอาศัยและทำกินอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย มีหลักฐานและประวัติชุมชนชัดเจน
“ชาวบ้านอยู่กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด แต่เมื่อเกิดอุทกภัยหรือภัยพิบัติ หน่วยงานรัฐกลับไม่สามารถช่วยเหลือได้เต็มที่ เพราะเอกสารสิทธิไม่สมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่มั่นคง รู้สึกเหมือนอยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลา กลัวถูกไล่ที่ กลัวไม่มีที่อยู่อาศัย ทั้งที่เป็นพื้นที่ที่เขาอยู่มาตลอดชีวิต” นายการุณย์ กล่าว
นายการุณย์ ยังกล่าวถึงกลไกของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ว่า แม้จะมีหน่วยงานรองรับ แต่ในทางปฏิบัติกลับยังติดข้อจำกัดจากหลายหน่วยงาน ทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้าและไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้จริง
พร้อมกันนี้ ยังสนับสนุนแนวทางการปฏิรูปสิทธิในที่ดินทำกิน โดยเฉพาะการเปลี่ยนเอกสาร ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถใช้ที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งรัดนโยบาย One Map และการดำเนินงานของ คทช. เพื่อยกเลิกแนวเขตที่ล้าสมัย ใช้มาตราส่วนเดียวกันทั่วประเทศ และปลดล็อกให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าสงวนสามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าและประปา ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ในส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่สูงและชายแดน นายการุณย์ ระบุว่า ยังประสบปัญหาด้านสถานะบุคคลและการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งขั้นตอนทางกฎหมายมีความยุ่งยากซับซ้อน ทำให้ประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงสิทธิสวัสดิการของรัฐ รวมถึงสิทธิในการถือครองที่ดินอย่างถูกต้อง
ช่วงท้ายของการอภิปราย นายการุณย์ ย้ำว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเพราะกฎหมายล้าสมัยเท่านั้น แต่เกิดจากความไม่สอดคล้องและความทับซ้อนของกฎหมายหลายฉบับที่ใช้บังคับในพื้นที่เดียวกัน จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนในพื้นที่ 3 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ จึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมาย รวมถึงยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อคืนความเป็นธรรมและสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี


