เปลี่ยนคำนิยาม“การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล "กับ "ประโยชน์ส่วนรวม” ครอบคุม "ผู้ประกอบการ" ที่ใช้ตําแหน่ง/อํานาจหน้าที่ แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน กลุ่ม พวกพ้อง หรือธุรกิจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ให้รวมถึง "การใช้ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ทางเครือญาติที่มีอยู่ คู่สมรส ความสัมพันธ์ของบุคคล "ที่อยู่กินฉันสามีภริยา แต่มิได้จดทะเบียนสมรส" แสวงหาผลประโยชน์ ยกเคส "ทำธุรกิจที่ทับซ้อน - ถือหุ้นในกิจการที่คล้ายคลึงกัน" ใช้ช่องว่างเข้ายื่นข้อเสนอในโครงการเดียวกัน ที่มีญาติ คู่สมรส หรือบุคคลที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาแต่มิได้จดทะเบียนสมรส เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการจัดซื้อจัดจ้าง"
วันนี้ (14 พ.ค.2569) มีรายงานจากระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้า ในการบังคับใช้ประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต เรื่อง วงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างและมาตรฐานขั้นต่ำของนโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง
ซึ่งผู้ประกอบการต้องจัดให้มี ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 18 มีนาคม 2569 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569
"มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งตรงกับ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ตามประกาศของ กรมบัญชีกลางในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต"
สำหรับ ประกาศฉบับนี้ เปลี่ยนแปลง คำนิยามของ “การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม” หมายความว่า การที่ผู้ประกอบการ ใช้ตําแหน่งหรืออํานาจหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน กลุ่ม พวกพ้อง หรือธุรกิจ อันส่งผลกระทบ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ
และให้หมายความ รวมถึงการใช้ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่มีอยู่ ความสัมพันธ์ของคู่สมรส หรือความสัมพันธ์ของบุคคล
"ที่อยู่กินกันฉันสามีภริยา แต่มิได้จดทะเบียนสมรส เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ส่วนตน กลุ่ม พวกพ้อง หรือธุรกิจ ในการจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐ เช่น การมีธุรกิจที่ทับซ้อน หรือถือหุ้นในกิจการที่คล้ายคลึงกัน"
และกิจการที่ถือหุ้นนั้นเข้ายื่นข้อเสนอในโครงการเดียวกัน การเข้ายื่น ข้อเสนอในโครงการที่มีญาติ คู่สมรส หรือบุคคลที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาแต่มิได้จดทะเบียนสมรส เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น.
ขณะที่มาตรฐานขั้นต่ำของนโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริตที่จัดทําขึ้น ต้องมีผลครอบคลุมตั้งแต่วันเข้ายื่น ข้อเสนอในการจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐ จนถึงวันที่ได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายตามสัญญา
หากการดําเนินการ หรือการได้การรับรองมาตรฐานนั้น ไม่ครอบคลุมถึงวันที่ผู้ประกอบการได้รับเงิน ค่าจ้างงวดสุดท้ายตามสัญญา ให้ผู้ประกอบการนําแบบตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบการ ที่ประสงค์จะเข้ายื่นข้อเสนอกับหน่วยงานของรัฐ
ในการจัดซื้อจัดจ้าง "ที่มีวงเงินเกินสามร้อยล้านบาทขึ้นไป" และหลักฐานอ้างอิงฉบับใหม่ มอบให้แก่หน่วยงานของรัฐก่อนวันที่แบบตรวจสอบข้อมูลฉบับเดิมจะครบกําหนดวันที่มีผลบังคับใช้”
หน่วยงานของรัฐต้องกําหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้ายื่นข้อเสนอ ในขอบเขตของงานและประกาศจัดซื้อจัดจ้างว่า ผู้ประกอบการต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำของนโยบายและ แนวทางป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง
พร้อมทั้งแนบแบบตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้ายื่นข้อเสนอกับหน่วยงานของรัฐในการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเกินสามร้อยล้านบาทขึ้นไป และหลักฐานอ้างอิง เพื่อเป็นเอกสารประกอบการยื่นข้อเสนอ
โดยผู้ประกอบการต้องดําเนินการ ให้ครบถ้วนทุกข้อจึงจะผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติของการเป็นผู้เข้ายื่นข้อเสนอ ในการจัดซื้อจัดจ้างในครั้งนั้น”
สำหรับ โครงการจัดซื้อจัดจ้างใด ที่ดําเนินการประกาศจัดซื้อจัดจ้างแล้วก่อนวันที่ประกาศนี้จะใช้บังคับ ให้ดําเนินการตามประกาศคณะกรรมการฯ ที่ผู้ประกอบการต้องจัดให้มี ตามมาตรา 19 ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2567 ต่อไปได้.


