THECA นำผู้ประกอบการ SME-ผู้ค้าออนไลน์ จี้รัฐเร่งออกมาตรการคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล หลังค่าธรรมเนียมพุ่งจาก 1-3% เป็น 27-40% กระทบกำไรผู้ค้ารายย่อย พร้อมเสนอคุมอำนาจเหนือตลาด บังคับผู้ค้าต่างชาติจดทะเบียนในไทย และตั้งเจ้าภาพรัฐรับผิดชอบชัดเจน
วันนี้ (14 พ.ค.) นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล และ นายภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ สส.พรรคประชาชน นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.พรรคประชาธิปัตย์ นายคริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย สส.พรรคเพื่อไทย และคณะ รับยื่นหนังสือจาก น.ส.กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) พร้อมผู้ประกอบการ SME และกลุ่มผู้ค้าออนไลน์ที่ได้รับผลกระทบจากโครงสร้างการค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เรื่อง “วิกฤตผู้ค้า SME ไทยบน E-commerce แพลตฟอร์ม และข้อเสนอเชิงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร”
ทั้งนี้ สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์และรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ พบว่า ปัจจุบันผู้ค้าออนไลน์ไทยกำลังเผชิญปัญหาจากการที่แพลตฟอร์มต่างชาติมีอำนาจเหนือตลาดมากขึ้น ส่งผลให้มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและค่าบริการอย่างต่อเนื่อง จากเดิมร้อยละ 1-3 เพิ่มเป็นร้อยละ 27-28 และบางกรณีสูงถึงร้อยละ 40 โดยมีการปรับขึ้นเฉลี่ยทุก 5 เดือน
นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบังคับให้ผู้ค้าร่วมแคมเปญส่วนลดและระบบขนส่งที่เพิ่มภาระต้นทุน จนผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่เหลือกำไรและทยอยปิดกิจการ ขณะเดียวกันยังเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ขายในราคาต่ำกว่าทุน โดยผู้ค้าบางส่วนไม่ได้จดทะเบียนหรือเสียภาษีในประเทศไทยอย่างถูกต้อง
สมาคมฯ ระบุเพิ่มเติมว่า หลายประเทศในภูมิภาค เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ได้ออกกฎหมายคุ้มครองผู้ประกอบการในประเทศอย่างเข้มงวด ทั้งการกำหนดราคาสินค้านำเข้าขั้นต่ำ และการบังคับให้ผู้ค้าต่างชาติจดทะเบียนธุรกิจ แต่ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพหลักและกฎหมายที่ชัดเจนในการกำกับดูแลเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ สมาคมฯ และเครือข่ายผู้ประกอบการกว่า 7,000 ราย ได้เสนอ 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1. ออกกฎหมายหรือระเบียบกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะโครงสร้างค่าธรรมเนียม เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม
2. ออกมาตรการปกป้องและส่งเสริม SME ไทย เช่น กำหนดให้ผู้ค้าต่างชาติบนแพลตฟอร์มต้องจดทะเบียนในไทย และกำหนดเพดานราคาสินค้านำเข้าเพื่อป้องกันการทุ่มตลาด
3. บูรณาการหน่วยงานภาครัฐ และกำหนดหน่วยงานหลักที่มีอำนาจเต็มในการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
นายสิทธิพล กล่าวว่า ปัญหาที่ผู้ประกอบการและพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เผชิญมีมาอย่างต่อเนื่องหลายปี โดยปัญหาหลักคือ ค่า GP หรือค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 30 ภายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการและค่าครองชีพประชาชน อีกปัญหาคือภาครัฐยังไม่สามารถกำกับดูแลแพลตฟอร์มไม่ให้เอาเปรียบผู้ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เร่งเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง หลังที่ผ่านมาเกิดปัญหาการโยนความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงาน และมาตรการที่ออกมายังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ
ด้าน นายภาวุธ กล่าวว่า จะติดตามการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด และผลักดันให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะขณะนี้ความเสียหายเริ่มขยายวงกว้าง ผู้ประกอบการไทยทยอยปิดกิจการ ขณะที่สินค้าต่างประเทศเข้ามาตีตลาดมากขึ้น จึงถึงเวลาที่ภาครัฐต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับอธิปไตยทางเศรษฐกิจและข้อมูลของประเทศ โดยทุกฝ่ายทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องร่วมกันผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายใน และ กขค. เข้ามารับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อรักษาความอยู่รอดของ SME ไทยและผู้ประกอบการรายย่อย
นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ กล่าวเสริมว่า ปัญหานี้ส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ขาย ผู้บริโภค แพลตฟอร์ม และนักลงทุนต่างชาติ จึงถึงเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรจะต้องร่วมกันกำหนดกติกาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภคและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว


