เปิดคำร้อง ‘พรรคประชาชน’ ยื่น ศาลรธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ย้ำต้องเฉพาะสถานการณ์พิเศษจริงๆ ชี้ “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ” เป็นการแก้ไขวิกฤตแบบฉุกเฉินถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.ก.หรือไม่
เมื่อวันที่ (12 พฤษภาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ 4 แสนล้านบาทนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่นั้น
โดยเนื้อหาคำร้องมีสาระสำคัญดังนี้ รัฐบาลสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฎหมายแทนรัฐสภาได้เฉพาะสถานการณ์พิเศษจริงๆ เท่านั้น เพราะปกติอำนาจการออกกฎหมาย เป็นของรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุมัติงบประมาณและการก่อหนี้สาธารณะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในรูปแบบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่กำหนดข้อยกเว้นให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ได้ หากต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และทำได้เฉพาะกรณีที่มี “เหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ดังนั้น หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่า หากไม่ดำเนินการทันทีจะเกิดภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยเฉียบพลัน
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ” เป็นการแก้ไขวิกฤตแบบฉุกเฉินถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.ก.หรือไม่ เพราะการสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็น “นโยบายระยะยาว” ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาวิกฤตแบบเฉียบพลัน เนื้อหาหลายส่วนใน พ.ร.ก. อาทิ การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงาน และ การสนับสนุนนวัตกรรมสีเขียว ซึ่งล้วนแต่เป็นแผนระยะกลางและระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี ยกตัวอย่าง กรณีของการผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสูงถึง 69% ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมด
เราจะสามารถลดการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าลงทันทีได้อย่างไร ในเมื่อโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหลายต่างก็มีสัญญาสัมปทานที่ยังไม่หมดอายุในอีกหลายปี หรือ หากต้องการส่งเสริมการใช้โซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน จำเป็นต้องมีการยกระดับสายส่งให้เป็น smart grid จึงจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือในส่วนนโยบายการลดการใช้น้ำมันในภาคขนส่งก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่างๆ ที่สามารถใช้กลไกงบประมาณตามปกติได้ และทำให้สัดส่วนการรถจดทะเบียนใหม่ที่เป็นยานยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 49% ของจำนวนรถจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด แม้ในช่วงที่หมดมาตรการส่งเสริมแล้วก็ตาม
ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจริง ต้องการแผนพัฒนาเชิงโครงสร้างระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการ และต้องทยอยลงทุนตามลำดับความจำเป็น (phasing) ไม่ต่ำกว่า 4 ปี จึงจะสำเร็จ จึงเกิดข้อสงสัยว่า หากไม่มีมาตรการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานในทันที จะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จนเป็นเหตุให้มีการตรา พ.ร.ก. ตามเจตนารมณ์ของมาตรา 172 จริงหรือไม่
พรรคประชาชนจึงเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เราไม่เห็นด้วยหากทำด้วยการใช้อำนาจพิเศษออก พ.ร.ก.เงินกู้ที่ข้ามหัวสภา ดังนั้น การยื่นครั้งนี้จึงเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน โดยเฉพาะแผนการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ตามวรรคหนึ่งหรือไม่


