ครม.มีมติเห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนไทย–เนเธอร์แลนด์ เปิดทางซื้อขายที่ดินทำเนียบเอกอัครราชทูตแห่งใหม่ ยึดหลักต่างตอบแทน–เสริมความสัมพันธ์ทางการทูต
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ว่าด้วยการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และทำเนียบเอกอัครราชทูต บริเวณถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ฝ่ายเนเธอร์แลนด์ได้แจ้งความประสงค์ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ 3 งาน เพื่อนำรายได้ไปจัดหาที่ดินสำหรับทำเนียบเอกอัครราชทูตแห่งใหม่ และเช่าอาคารสำนักงานเพื่อใช้เป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตทดแทนของเดิม ให้สอดคล้องกับขนาดคณะผู้แทนและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน
สาระสำคัญของร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เป็นการกำหนดเรื่องการยกเว้นภาษี อากร และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ตามหลักปฏิบัติต่างตอบแทน โดยฝ่ายเนเธอร์แลนด์ยืนยันว่า หากประเทศไทยประสงค์จะขายที่ดินของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ซึ่งใช้เป็นที่ทำการและทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ก็จะได้รับการยกเว้นในลักษณะเดียวกัน
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ไม่เข้าลักษณะที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยจะมีผลใช้บังคับเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนาม
นางสาวลลิดากล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักปฏิบัติต่างตอบแทน ช่วยรักษามาตรฐานการปฏิบัติต่อคณะผู้แทนทางการทูต พร้อมเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ให้มีความคล่องตัวและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
“เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการบริหารจัดการทรัพย์สินของสถานทูต แต่คือการรักษาหลักปฏิบัติทางการทูตที่เป็นธรรม เคารพซึ่งกันและกัน และสะท้อนภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศเจ้าบ้านที่ยึดมั่นมาตรฐานสากล” นางสาวลลิดา กล่าว
นางสาวลลิดา เปิดเผยด้วยว่า คณะรัฐมนตรียังได้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ว่าด้วยการขอซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยแห่งใหม่
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ได้แจ้งความประสงค์ขอซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 2 แปลง รวมเนื้อที่ 3 งาน 75.2 ตารางวา ตั้งอยู่ซอยร่วมฤดี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตแห่งใหม่ ให้เหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจทางการทูตในปัจจุบัน
ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยเกินกว่า 15 ไร่แล้ว การซื้อที่ดินเพิ่มเติมจึงต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นรายกรณี ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีเคยกำหนดไว้
สาระสำคัญของร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เป็นการกำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อาคาร และห้องชุด เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยหรือที่ทำการของสถานเอกอัครราชทูตและ/หรือสถานกงสุลของแต่ละฝ่าย พร้อมการยกเว้นภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และค่าบริการที่เกี่ยวข้อง บนพื้นฐานของหลักปฏิบัติต่างตอบแทน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมธนารักษ์ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมที่ดิน กรมการปกครอง กรุงเทพมหานคร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง โดยเห็นว่าสถานที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมสำหรับใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูต มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดี และไม่พบข้อขัดข้องสำคัญด้านกรรมสิทธิ์หรือภาระผูกพันในที่ดิน
นางสาวลลิดากล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้จะช่วยให้สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์สามารถปรับการใช้สถานที่ให้สอดคล้องกับภารกิจทางการทูต ขณะเดียวกันประเทศไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักต่างตอบแทน หากมีความประสงค์ถือครองอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมในเนเธอร์แลนด์ในอนาคต
“นี่คือการดำเนินงานทางการทูตที่ยึดหลักกฎหมาย ความเหมาะสม และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ สะท้อนความสัมพันธ์ไทย–เนเธอร์แลนด์ที่เดินหน้าอย่างมั่นคง บนพื้นฐานของความไว้วางใจและหลักปฏิบัติต่างตอบแทน” นางสาวลลิดากล่าว


