xs
xsm
sm
md
lg

วุฒิฯ ถกเข้มแลนด์บริดจ์ กมธ.คมนาคม เตือนมีช่องโหว่ สว.บางส่วนหนุนสู่โลจิสติกส์โลก จี้คิดให้จบยุค “อนุทิน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วุฒิสภาถกเข้มรายงานศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ฝ่ายกมธ.คมนาคมเตือนสมมุติฐานโครงการยังมีช่องโหว่ ทั้งกฎหมาย การถ่ายลำ ภาระการคลัง และผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขณะ สว.บางส่วนหนุนเต็มที่ มองเป็นโอกาสยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก พร้อมปลุกรัฐบาล “คิดให้จบ” ในยุค “อนุทิน”
เมื่อวันที่ (12 พ.ค.) เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานกประชุม พิจารณารายงานพิจารณาศึกษา เรื่องการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนารเบียงศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(แลนด์บริดจ์) ซึ่งคณะกรรมมาธิการการคมนาคม พิจารณาเสร็จแล้ว และญัตติเรื่อง ขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ นายนรเศรษฐ ปรัชญากร สว.เป็นผู้เสนอ

โดยนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา รายงานผลการพิจารณาว่า ทางกมธ.ได้เห็นความสำคัญของแลนด์บริดจ์และติดตามมาการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนโครงการจะได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมกธ.ฯเห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการก่อสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ของประเทศที่มีความเชื่อมโยงหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านการคมนาคมขนส่งทางน้ำและระบบโลจิสติกส์ ด้านกฎหมาย ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านความมั่นคงของประะทศ ตลอดจนผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนในพื้นที่ โครงการดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับการยกระดับศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศในบริบทการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและระบบโลจีสติกส์ของภูมิภาค จึงจำเป็นต้องพิจารณาศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งในเชิงนโยบาย เทคนิค เศรษฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ในการดำเนินงานจริง เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ด้านนายภมร เชาว์ศิริกุล สว.ในฐานะประธานอนุมกรรมาธิการนโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ในกมธ.คมนาคม วุฒิสภา เสนอรายงาน ว่า โครงการนี้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2544 สมัยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จนมาถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างความเจริญลงสู่ภาคใต้ เพื่อคนภาคใต้โดยเฉพาะ ตลอดระยะเวลาการศึกษาได้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจจริงและข้อคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการด้านขนส่งโลจีสติกส์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้รายงานครอบคุมทุกด้าน ซึ่งพบว่าแลนด์บิด ไม่ได้เป็นเพียงการก่อสร้างถ้าเทียบเรือหรือเส้นทางคมนาคมขนส่งเท่านั้น แต่เป็นระบบโลจิสติกส์ต่อเนื่องหลายรูปแบบ ที่ต้องอาศัยการดำเนินการที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทั้งระยะเวลาและสมมุติฐานทางเศรษฐกิจ ความพร้อมของโครงสร้าง รวมถึงข้อจำกัดในการดำเนินงานจริงเพื่อให้ผลการศึกษาสามารถสะท้อนสภาพสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายของประเทศในระยะยาว ดังนั้นความสำเร็จของโครงการจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบ ความต่อเนื่องของกระบวนการขนส่งความรวดเร็ว ตลอดจนความสามารถในการรักษามาตรฐานความเชื่อถือในการแข่งขันกับท่าเรือและศูนย์กลางโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

ขณะที่นายประพันธ์ โลหะวิริยศิริ สว.ในฐานะอนุมกรรมาธิการนโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี เสนอรายงานการศึกษา ว่า การศึกษาของอนุกมธ.ฯมี2ส่วน คือศึกษาภายใต้ข้อมูลที่ขอมาได้ในเวลาที่เราได้ศึกษาตั้งแต่ปลายปี 2568 และการศึกษาจะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบข้อมุมติฐาน เพราะการพิจารณาเรื่องสมมุติฐานเปรียบเสมือนการกระดุมเม็ดแรกถ้าสมมุติฐานถูกต้องและเป็นจริงการศึกษาที่ตามมาก็จะมีความสอดคล้องกับความเป็นจริงและเป็นไปได้ แต่ถ้าสมมุติฐานไม่ถูกต้องสิ่งอื่นๆที่ตามมาไม่ว่าจะเป็นความคุ้มค่าทางการเงิน หรือทางเศรษฐศาสตร์ก็จะคลาดเคลื่อนและใช้ไม่ได้

นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า การจะนำเสนอแลนด์บิดจ์เพื่อให้คนมาใช้จะต้องพิจารณาถึงต้นทุนและเวลาที่จะประหยัดและสามารถแข่งขันได้ ซึ่งจะต้องเป็นมุมมองของผู้ขนส่งหรือสายเดินเรือ และต้องพิจารณาว่าโครงการนี้มีข้อจำกัดอะไรบ้าง และวิเคราะห์ว่าสินค้าจะมาใช้เราเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะไปกำหนดปริมาณสินค้าหรือคอนเทนเนอร์ที่จะมาใช้ในโครงการ ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นของการประเมินรายได้ รวมทั้งต้นทุนการก่อสร้างหรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นจะต้องสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับ ตัวแปรเรื่องต้นทุน เวลาและความน่าเชื่อถือของการให้บริการ ผลลัพธ์ที่จะออกมาจึงผันผันไปตามตัวแปรและค่าสัมประสิทธิ์ที่ผู้ศึกษาโครงการเขียนแบบจำลองขึ้นมา ดังนั้นการศึกษาที่รอบคอบจะต้องทำหลายๆรูปแบบ เพื่อให้ผลออกมามีความเป็นไปได้

นายประพันธ์ กล่าวว่า การจะทำแลนด์บริดจ์หัวใจสำคัญหรือร้อยละ 80 ของสินค้าที่มาใช้เป็นสินค้าถ่ายลำ เพราะฉะนั้นปัจจัยที่สำคัญคือจะทำอย่างไรที่จะให้การถ่ายลำเป็นไปอย่างราบรื่น ทางกายภาพแม้เราจะทำให้ดีแต่หากระเบียบปฏิบัติไม่ได้เอื้อทำให้การไหลของสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่นทุกอย่างก็จะสะดุด เวลาก็จะมากขึ้นและอาจตามมาด้วยค่าใช้จ่าย ซึ่งตนได้ผลักดันเรื่องของการแก้กฎหมายเหล่านี้เกี่ยวกับเรื่องการถ่ายลำที่ท่าเรือแหลมฉบังมามากกว่า 10 ปี พบว่าปัญหาใหญ่ไม่ใช่เป็นเรื่องของกายภาพแต่เป็นเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นคือข้อจำกัดและอุปสรรคในเชิงโครงสร้างทางกฏหมายที่ซับซ้อนมีผลทำให้การถ่ายลำผ่านแดนในประเทศไทยน้อยมาก มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 ของปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ที่แหลมฉบัง ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 80% ข้อจำกัดในเรื่องการขนจากเรือต่อรถ ต่อรถไฟ หรือรถบรรทุก มีความไม่แน่นอน

นายประพันธ์กล่าวต่อว่า ส่วนการเสนอออกกฏหมาย SEC ที่ต้องการให้เหมือน EEC นั้น จากประสบการณ์ ที่กฎหมาย EEC ออกมาแล้วก็ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะไปดลบันดาลให้กฎหมายอื่นๆต้องศิโรราบเพราะศักดิ์ของกฎหมายมีอำนาจเท่ากัน ความซับซ้อนต่างๆในการดำเนินการยังคงมีอยู่ และไม่สามารถแก้ได้ เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลต้องการทำโครงการแลนด์บริดจ์จริงๆ ภายใต้สมมุติฐานว่าการศึกษาอุปสงค์เป็นไปได้ ก็จะต้องมาแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะหากไม่แก้ก็จะเกิดปัญหาตามมา ซึ่งเป็นความเสี่ยงในเรื่องของกฎระเบียบ สมมุติว่าศึกษาในด้านเศรษฐศาสตร์เรื่องการเงินแล้วมีความเป็นไปได้ ก็ต้องแก้เรื่องเหล่านี้ให้ครบ และอย่าไปหวังสูตรสำเร็จว่าออกกฏหมาย SEC แล้วจะเป็นยาวิเศษรักษาได้ทุกโรค

นายประพันธ์กล่าวอีกว่า ร่องน้ำฝั่งระนองเป็นร่องน้ำที่แคบและตื้น หากจะขุดลงไป ค่าบำรุงรักษาในระยะยาวจะเป็นเท่าไหร่ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เหล่านั้นจะมาอีกเท่าไหร่ ความเสี่ยงในด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นพรมแดนทางทะเลที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านก็ยังไม่มีความชัดเจน อาจจะนำไปสู่ข้อพิพาทโดยไม่จำเป็นที่สำคัญหากยังไม่มีโครงการและผู้ร่วมทุนที่ชัดเจน การเวนคืนที่ดินก็ไม่ควรกระทำเพราะจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชุมชน และก่อให้เกิดภาระทางการคลังในการเยียวยา ส่วนที่มีการนำเสนอว่าเรื่องต้นทุนทั้งหลายเป็นของเอกชน ทั้งการเวนคืนที่ดิน และการเยียวยา เป็นต้นทุนของโครงการด้วยหรือไม่ ก็ไม่มีการตอบอย่างชัดเจน เพราะที่จริงแล้วต้องเอาต้นทุนเหล่านี้ใส่เข้าไปในโครงการด้วยเพื่อคำนวณหาผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์

นายประพันธ์ กล่าวว่า จึงมีข้อเสนอแนะใน 2 ระดับให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ1. ข้อเสนอเชิงนโยบาย มี 6 ประเด็น พบว่าการศึกษาไม่ได้บ่งถึงความพร้อมและมีจุดบกพร่องอยู่หลายเรื่อง หากรัฐบาลต้องการผลักดันเรื่องนี้ต้องทบทวนข้อสมมุติฐานของโครงการในการศึกษา 2.ไปพิสูจน์อุปสงค์อุปทานที่จะใช้ ที่ส่งผลต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการเงิน และต้องระมัดระวังภาระทางการคลังในระยะยาว 3.โครงสร้างการกำกับดูแลและการบริหาร ในการถ่ายลำจัดการปัญหาให้ชัดเจน 4. ผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ สิ่งที่ต้องระมัดระวังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนเมื่อทำโครงการนี้การทำโลจิสติกส์ในประเทศไทย จะฐานโลจิสติกส์ภาคกลางย้ายมาอยู่มหาสมุทรอินเดียต้นทุนจะถูกจริงหรือไม่ อาจทำให้เกิดการบิดเบือนโครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์ 5. กรอบกฎหมายทบทวนร่าง พ.ร.บ.SEC ไม่ใช่ยาวิเศษ และ6. ความเสี่ยงและภาระทางการคลัง ประเมินความเสี่ยงทางการคลังอย่างรอบคอบหลีกเลี่ยงการสร้างภาระผูกพันระยะยาวที่ไม่จำเป็น

นายประพันธ์ กล่าวว่า 2. ข้อเสนอในเชิงปฏิบัติการ มี 9 ข้อ มาจากผลการศึกษาของ ผู้ที่ศึกษาว่ามีอะไรจะต้องทบทวนแก้ไข 1. ทบทวนและทวนสอบสมมุติฐานหลัก 2. ปรับปรุงแบบจำลองเวลาและต้นทุน 3. บริหารจัดการตู้ให้รองรับระบบราง 4. ประเมินเปรียบเทียบเวลาเส้นทาง 5. ปรับปรุงแบบจำลองส่วนแบ่งตลาด 6. ศึกษาแนวคิดการพัฒนาร่องน้ำ 7. เวนคืนที่ดินการสื่อสารต่อศาล 8. กฎหมายและวิธีการผ่านแดน ถ่ายลำ และ9. ทบทวนรายงานโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่าไม่ต้องเชื่อในสิ่งที่นำเสนอแต่ขอให้กลับไปไตร่ตรอง อยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

จากนั้นายนรเศรษฐ ได้สนอญัตติว่า คันในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันโครงการภายใต้กรอบกฎหมายของ SEC วันนี้มีคำถามสำคัญมากมายที่ยังไม่ได้มีคำตอบชัดเจนจากรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ขาดความน่าเชื่อถือตลอดจนกฎหมายพิเศษที่อาจจะกระทบต่อหลักปกครองและสิทธิประชาชน ยืนยันว่าการเสนอญัตติครั้งนี้ไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนา แต่เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างรอบคอบโปร่งใสและยังยืน

จากนั้นเวลา 11.10 น. นายปริญญา วงศ์เชิดขวัญ สว. อภิปราย ว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีงบประมาณการลงทุนและใช้เวลาก่อสร้างอีกยาวนาน ยังไม่รวมถึงการศึกษาผลกระทบต่างๆ และสุดท้ายงบประมาณที่เราจะสูญเสียไปจะตกในมือใคร หรือโครงการนี้ที่นำเสนอมาทั้งหมด จริงๆแล้วต้องการแค่ค่าจ้างศึกษาเพื่อดูและทดสอบมูลค่าหลักหลายพันล้านบาท ซึ่งต้องกลับมาดูว่าทางรัฐบาลจริงใจที่จะทำและรับฟังความคิดเห็นต่อประชาชนอย่างไรบ้าง สิ่งที่สำคัญคือต้องดูว่าสุดท้ายแล้วร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เอื้อใคร หรือเอื้อนายทุนขนาดไหน และเอื้อในส่วนของคนที่จะเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะเป็นชาวต่างชาติ และในพื้นที่ได้ประโยชน์แค่ไหน เพราะตัวสาระสำคัญที่มีการพูดถึงมาโดยตลอดว่ามีการปล่อยให้มีการเช่ากว่า 50 ปี สามารถต่ออายุได้รวมแล้ว 99 ปี และหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบเห็นได้ชัดคือประเทศรอบข้างของไทยทั้งหมด ที่ให้ทางกลุ่มนายทุนหรือกลุ่มบริษัทต่างชาติเข้ามาเช่าที่แบบนี้ เจ๊งกันเป็นแถบ เหมือนยกประเทศไปให้เขา การที่ทำพ.ร.บ.นี้ เพื่อยกให้กับต่างชาติใช้ประโยชน์ในประเทศชาติของเรา โดยที่ไม่ฟังเสียงหรือฟังผลกระทบของประชาชนหรืออย่างไร ต้องให้ทางรัฐบาลกลับมาดูว่าสุดท้ายแล้วโครงการนี้ถ้าทำแล้วใครเป็นคนรับผิดชอบ หากเจ๊งจะมีใครใช้ได้หรือไม่ ใครจะเป็นคนใช้ในโครงการแบบนี้จะคุ้มค่าแค่ไหน

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. อภิปรายว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการที่จะทำแค่แลนด์บริดจ์ คลองไทย หรือในอดีตที่เราเรียกว่าคอคอดกะโดยเอาคอนเทนเนอร์ยกผ่านเพราะประเทศไทยไม่ใช่ทางผ่านของใคร เราอย่ามองแค่การทำสะพานเชื่อมแต่เราต้องมองให้กว้างและลึกกว่านั้นเหมือนที่รัฐบาลมาชี้แจงอย่างชัดเจนด้วย 4 เป้าหมายหลัก ทั้งนี้ ที่ตนมองว่าการทำแลนด์บริดจ์หรือคลองไทยไม่คุ้ม แม้เราจะได้ค่าผ่านทางนั้น แต่หากเรามองศักยภาพให้ดีจะเห็นว่าที่จ.ระนอง และจ.ชุมพร เป็นแผ่นดินที่ระยะทางสั้นที่สุดของ 2 มหาสมุทรใหญ่ๆ คือมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ถามว่าหากเอาท่าเรือสิงคโปร์มาตั้ง แล้วเราจะทำอย่างไรให้เหนือกว่าเขา หากคิดไม่ออกก็ไม่ต้องทำ ประเทศนี้ก็เป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาต่อไป

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นต่อมา ตนมีดัชนีที่คิดมาเองคือดัชนีคนค้านความสำเร็จที่ที่ไหนก็ตามหากมีคนค้านมากๆ และคนนั้นทำจนสำเร็จที่ตรงนั้นจะเป็นที่ที่สำเร็จทุกที่ เช่น โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard Development Program หรือ ESB) ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ขณะนั้นก็มีแต่คนค้าน แต่พล.อ.เปรมก็สามารถทำจนสำเร็จได้ หรือโครงการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ แต่วันนี้หากเราไม่มีสุวรรณภูมิ เราจะกลายเป็นอะไร ประเทศอะไร อยู่จุดไหนของโลกก็ไม่ทราบ ขณะเดียวกันเราก็มองว่าโครงการไหนที่มีคนคัดค้านน้อยจะไม่ประสบความสำเร็จ เช่น โครงการถนนหมายเลข 44 โครงการเซาท์เทิร์นเส้นกระบี่อ่าวลึก สุราษฎร์ธานี ที่ขณะนี้สุนัขวิ่งผ่านก็ไม่ถูกรถชน เพราะไม่มีคนใช้ มีแต่คนบุกรุกไปปลุกปาล์ม หรือแม้กระทั่งโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน แต่วันนี้กลับล้มเหลว

“ผมจึงบอกว่าดัชนีวัดความคัดค้านจึงสำคัญมาก วันนี้แค่รัฐบาลบอกว่าจะศึกษาก็มีคนคัดค้านเต็มไปหมด แต่ผมคิดว่าหากโครงการนี้รัฐบาลทำสำเร็จ ซึ่งผมมั่นใจว่าทำสำเร็จแน่นอน ซึ่งหากผมเป็นรัฐบาลผมจะตั้งชื่อเลยว่าสุวรรณ โอเซียน ฮับ เราต้องมีศูนย์กลางของสองทะเลเชื่อมเข้าด้วยกัน โดยต้องมองว่าเป็นท่าเรือและการเพิ่มมูลค่าสินค้า ผลิตและกระจายสินค้าที่ครอบคลุมหมดไม่ใช่แค่ทำแล้วเอาคอนเทนเนอร์ยกข้าม แบบนี้ไม่ต้องทำ เสียเวลา” นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นเรื่องรายงานที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ หากจะสรุปสั้นๆ คือไม่ต้องทำ อยู่เฉยๆ ดีกว่า ตนขอบอกว่า หากรายงานออกมาเช่นนี้ ไม่ต้องทำก็ได้ เปลืองทั้งเวลา งบประมาณ และทรัพยากร ทั้งนี้ คำถามของคนที่จะมาทำวิจัยนั้นตนคิดว่าคำถามสำคัญ ทำไมคุณไม่เปลี่ยนโจทย์การตั้งคำถามเช่น ประเทศไทยควรพัฒนาโครงการอะไรที่เชื่อมระหว่างอ่าวไทยและอันดามันจึงจะคุ้มค่าลงทุนมากที่สุด นี่คือคำถามที่ควรต้องตั้ง แล้วคุณก็ยึดติดว่ามันไม่คุ้มค่าแต่คุณกลับไม่เคยบูรณาการคำถามของคุณเลย

“ผมอยากทิ้งท้ายไว้ว่าคนที่มองโลกในแง่ร้ายมักเห็นอุปสรรคในทุกในโอกาส แต่คนที่มองโลกในแง่ดีมักจะเห็นโอกาสในทุกอุปสรรค ฉะนั้น ผมจึงอยากให้รัฐบาลศึกษาอย่างจริงจังว่าทำแล้วคุ้มค้าหรือไม่ ให้ชัดเจนแล้วโครงการเหล่านี้จะได้ไม่ไปโผล่ในรัฐบาลต่อไป คิดให้จบในรัฐบาลนี้เลยว่าจะทำหรือไม่ทำแล้วเอาให้ชัด ผมฟังรัฐบาลมาทุกรัฐบาลไม่ต่ำกว่า 50 ปี วันนั้นนายกฯ เปรมเปิดวาลว์ก๊าซ จุดประกายอีสเทิร์นซีบอร์ดให้โชติช่วงชัชวาล วันนี้ถึงเวลาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จะเปิดประตูเชื่อมมหาสมุทรให้พุ่งทะยาน ไร้พรมแดนเช่นกัน” นายพิสิษฐ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมวุฒิสภาวันนี้ สว.ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล ต่างสวมใส่เสื้อบาติก ซึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองของภาคใต้เข้าร่วมประชุมด้วย