“”ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ยื่นหลักฐานถึงวิปฝ่ายค้าน เสริมคำร้องถึงประธานสภา ส่งศาลตั้งคณะไต่สวน ป.ป.ช. ปมปัดตกคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น “พริษฐ์” เผย อยู่ระหว่างเขียนคำร้อง 3 หมวดสำคัญ พบพิรุธใหม่ ป.ป.ช.อาจไม่เคยไต่สวนคดีเลย บี้ออกมาตอบให้ชัดเจน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 12 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือถึง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เพื่อประกอบการเขียนคำร้องส่งถึงประธานรัฐสภาเพื่อพิจารณาส่งศาลตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีตีตกข้อร้องเรียนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซุกหุ้น
โดย นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ในคดีของนายศักดิ์สยาม ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ซึ่งพยานหลักฐานที่สำคัญ คือ คำเบิกความของอดีตนายกรัฐมนตรี และ นาย “ศ” ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีความวินิจฉัย ว่า เป็นนอมินี รวมถึงเส้นทางการเงินที่ส่งคนนี้ใช้โอนไปมาซึ่งกันและกัน จะเป็นหลักฐานช่วยให้วิปฝ่ายค้านทำคำร้องส่งถึงประธานสภาได้สะดวกและง่ายขึ้น สำหรับภาคประชาชนก็จะมีการร่วมลงชื่อ ถึงจะครบหรือไม่ครบ 20,000 รายชื่อ ก็จำส่งรายชื่เหล่านั้นให้ฝ่ายค้านนำไปประกอบการยื่นคำร้องในเดือน พ.ค.นี้ โดยจะมีการตั้งโต๊ะพื้นที่ กทม.แต่เวลา และสถานที่จะแจ้งอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ตนหวังว่า นายโสภณ ซารัมย์ จะไม่วินิจฉัยเกินขอบเขตอำนาจของตัวเองเหมือน ป.ป.ช.และ กกต. ที่ทำอยู่ในขณะนี้
ด้าน นายพริษฐ์ กล่าวว่า สำหรับข้อมูลพยานหลักฐานที่ภาคประชาชนนำมายื่นวันนี้ คิดว่า จะเป็นประโยชน์ต่อการเขียนคำร้องไปยังประธานสภา เพื่อเสนอให้ศาลตั้งคณะไต่สวนอิสระเพื่อไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช.กรณียกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ตามกลไกรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ส่วนการร่วมลงชื่อภาคประชาชนนั้นไม่ว่าจะได้ครบหรือไม่ ทางพรรคฝ่ายค้านก็ดำเนินการเรื่องนี้ต่อแน่นอน ซึ่งขณะนี้รายชื่ออิงตามมติพรรคคือครบแล้ว คือ พรรคประชาชน 119 เสียง ประชาธิปัตย์ 20 กว่าเสียง ไทยภักดี 1 เสียง และเสรีรวมไทย 1 เสียง และ สว.ประมาณ 10 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างคำร้องให้เสร็จภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ และรอข้อมูลจาก ป.ป.ช.ตามที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางไปเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาในคดีนี้ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของปปช คำชี้แจงของนายศักดิ์สยามและความเห็นของปปชก่อนมีมติยกคำร้อง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ คำร้องต่อประธานสภาจะแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่สำคัญ หมวดหมู่ที่ 1 การตั้งข้อสังเกตว่าจากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งการโอนหุ้น เส้นทางการเงินต่างๆ เหตุใด ป.ป.ช.จึงไม่นำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาพิจารณา หรือหากนำไปพิจารณาเหตุใดจึงไม่มีข้อสรุปว่า นายศักดิ์สยาม มีเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือซุกหุ้นคล้ายกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้นายศักดิ์สยามพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี หมวดหมู่ที่ 2 ตั้งข้อสังเกตจากคำร้องของ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.หลายคนยื่นต่อ ป.ป.ช.นั้น ทาง ป.ป.ช.พิจารณาครบทุกข้อกล่าวหาหรือไม่ ตกหล่นหรือไม่ หมวดหมู่ที่ 3 การตั้งข้อสังเกตในกระบวนการตั้งแต่รับคำร้องไปจนถึงการตรวจสอบ หรือไต่สวนเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของป.ป.ช.หรือไม่ เพราะนายปกรณ์วุฒิในฐานะที่เป็นผู้ร้องไม่เคยได้รับการสื่อสารติดต่อกลับจาก ป.ป.ช.เลย ทราบพร้อมประชาชนว่ามีการยกคำร้องไปแล้ว ซึ่งเป็นอะไรที่ผิดวิสัย
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาตนมีข้อสังเกตใหม่ ที่อยากฝากคำถามไปถึง ป.ป.ช.และชวนประชาชนคิดตามด้วยคือ ตกลงแล้วก่อน ป.ป.ช.จะยกคำร้องกรณีนายศักดิ์สยามนั้นได้ทำหรไต่สวนผู้เกี่ยวข้องกับคดีจริงหรือไม่ ซึ่งตนสงสัยว่าป.ป.ช.อาจไม่ได้ดำเนินการไต่สวนเลย เพราะเมื่อดูพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 51 เขียนชัดว่าการไต่สวนเรื่องใดที่เป็นเรื่องสำคัญ มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง หรือมีการไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ป.ป.ช.จะต้องไต่สวนเองหรือแต่งตั้งกรรมการไม่น้อยกว่า 2 คน และบุคคลอื่นเป็นคณะกรรมการไต่สวนก็ได้ แต่ที่ผ่านมาไม่เห็นตรงนี้เลย แม้ในคำแถลงการณ์ของป.ป.ช. ก็ไม่มีเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ตนคาดว่าป.ป.ช.น่าจะใช้ช่องของมาตรา 49 ในการปัดตก ซึ่งมาตราดังกล่าวระบุว่าหากตรวจสอบเบื้องต้นและมีข้อมูลไม่เพียงพอหรือความผิดที่กล่าวหานั้นไม่ได้อยู่ในหน้าที่และอำนาจสามารถเสนอให้คณะกรรมการป.ป.ช.ไม่รับเรื่องไว้พิจารณาได้ แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงก็มีพิรุธอีก เพราะมาตราดังกล่าว ยังระบุต่อ ในวรรคหนึ่ง ว่า หากสมมุติป.ป.ช.มีการตรวจสอบเบื้องต้นและ มีคำสั่งไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ถ้ากรณีที่เป็นคำกล่าวหาจะต้องมีหนังสือแจ้งผู้กล่าวหาให้ทราบ คือ ต้องแจ้งนายปกรณ์วุฒิ
“แต่ที่ผ่านมา นายปกรณ์วุฒิ ก็ยังไม่เคยได้รับการสื่อสารจาก ป.ป.ช.เลย นี่คือ ข้อพิรุธเพิ่มเติมที่เราค้นพบจากกรณีดังกล่าว จึงขอให้ ป.ป.ช.ชี้แจงให้ชัด ว่าได้มีการไต่สวนผู้เกี่ยวข้องกับคดีนี้หรือไม่ หากไม่ไต่สวนเป็นเพราะอะไร แล้วหากไม่ไต่สวนและมีการใช้กลไกการตรวจสอบเบื้องต้น ในการปัดตกคำร้องดังกล่าวทำไมถึงไม่ดำเนินการตามมาตรา 49 ของ พ.ร.ป.ป.ป.ช.เพื่อแจ้งผู้กล่าวหาอย่างนายปกรณ์วุฒิให้ทราบถึงผลการพิจารณาตรงนี้ นี่คือ เสี้ยวเดียวของความไม่ปกติที่เราค้นพบจากกรณีดังกล่าว และจะเป็นอย่างในหลายข้อสังเกตที่เราจะใส่เข้าไปในคำร้อง ยื่นต่อประธานสภา” นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ในคำร้องมีการให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่ เราต้องทำให้ครอบคลุม ที่สุดทั้ง 3 หมวดหมู่ที่กล่าวข้างต้น อย่างที่รู้กัน เพราะเมื่อยื่นไปแล้ว เรื่องก็ยังไม่ไปถึงศาลทันที รัฐธรรมนูญ 60 ออกแบบให้อ้อมไปที่ประธานรัฐสภาก่อนแล้วประธานสภาจะใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจว่ามีเหตุอันควรสงสัยให้ส่งต่อไปหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมามีในกรณีพรรคฝ่ายค้านใช้ช่องทางนี้ตรวจสอบ ป.ป.ช. กรณีนาฬิกา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และกรณีมีคลิปหลุดร่วมกับวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภา ซึ่ง นายวันมูหะมัดนอร์ ก็ใช้อำนาจปัดตกเรื่องนี้ 1 วัน ก่อนยุบสภา ดังนั้น เราหวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย หน้าที่เราคือการส่งคำร้องไห้รอบคอบครบถ้วนที่สุด และหวังว่า ข้อเท็จจริงเหล่านั้นจะเพียงพอให้นายโสภณ ซารัมย์ จะมีเหตุอันควรสงสัยให้ส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระ
นายพริษฐ์ กล่าวย้ำว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้แยกจากการร้องครั้งที่แล้ว ครั้งนี้เป็นเรื่องการไม่เห็นด้วยกับการปัดตกคำร้องของป.ป.ข. ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริยธรรม ย้ำว่า กระดุมเม็ดแรก คือ ฝากให้ ป.ป.ช.ชี้แจงให้ชัดก่อนว่าตกลงมีการไต่สวนหรือไม่ ถ้าไม่มีการไต่สวน ป.ป.ช.ต้องอธิบายให้กระจ่างว่า ทั้งที่มีข้อมูลข้อเท็จจริง เส้นทางเงิน การโอนหุ้นและคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญชัด ส่วน ป.ป.ช.ต้องมีการทบทวนมติหรือไม่ นั้นก็เป็นอำนาจหน้าที่ที่ ป.ป.ช.สามารถทำได้ แต่ฝั่งเราเมื่อเห็น ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลไกเดียวที่เรามีในการตรวจสอบ ป.ป.ช.คือ การใช้ช่องรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้


