หลังเกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง ระหว่าง อิหร่าน กับสหรัฐฯ จนส่งผลต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากไทยจะได้รับผลกระทบด้านน้ำมันและพลังงานแล้ว ยังเริ่มเกิดความกังวลเรื่องปุ๋ยขาดแคลนตามมา
ก่อนหน้านี้ “บิ๊กซัน” นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคเพื่อไทย เดินทางเยือนรัสเซียเมื่อเดือนเมษายน 2569 เพื่อเจรจานำเข้าปุ๋ยยูเรีย 1-2 ล้านตันต่อปี ในราคามิตรภาพ หวังช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรไทย โดยผลการเจรจาเบื้องต้นเป็นไปด้วยดี และรัสเซียพร้อมส่งออก
แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแผน โดยอ้างปัญหาการส่งมอบล่าช้าในช่วงเดือนสิงหาคม อาจไม่ทันฤดูการผลิต รวมถึงราคาปุ๋ยในตลาดโลกที่ผันผวน จึงชะลอแผนนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย พร้อมเตรียมเสนอของบกลางจากรัฐบาล 6,000 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์แจกจ่ายเกษตรกรทั่วประเทศแทน
แม้การช่วยเหลือเกษตรกรจะเป็นเรื่องจำเป็น แต่การแก้ปัญหาด้วยการใช้งบประมาณก้อนใหญ่ซื้อของแจกในรูปแบบเดิม ก็ยังถูกตั้งคำถามว่าสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา วิธีคิดแบบใช้งบประมาณแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนหรือพึ่งพาตนเองได้จริง
สิ่งที่สังคมจับตาไม่ใช่เพียงเรื่องประสิทธิภาพของโครงการ แต่รวมถึงความโปร่งใสของการใช้งบประมาณ ว่า เกษตรกรกลุ่มใดจะได้รับสิทธิ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะตรวจสอบได้เพียงใด
เมื่อมีงบประมาณสูงถึง 6,000 ล้านบาท ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามเรื่องการวิ่งเต้นของบริษัทขายปุ๋ย การล็อบบี้จากภาคเอกชน ชนิดหัวกระไดกระทรวงเกษตรฯ ไม่แห้ง
รวมถึงข้อกังวล ความเสี่ยงเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย เพราะคนในแวดวงการเมืองและวงการเกษตรต่างมองออกว่า โครงการลักษณะนี้เป็นพื้นที่อ่อนไหวต่อการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างยิ่ง
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การช่วยเหลือเกษตรกร แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลด้วย โดยเฉพาะในรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนเข้มแข็ง แต่หากปล่อยให้เกิดข้อครหาหรือความไม่โปร่งใส ก็อาจกลายเป็นรูรั่วแรก ทำลายความเชื่อมั่นได้ในระยะยาว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจสวนทางกับแนวทางบริหารของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศชัดว่า รัฐบาลนี้ต้องไม่มีเรื่องทุจริต และต้องทำงานอย่างโปร่งใส ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง
ล่าสุด “สุริยะ” เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช ด้วยการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการ วงเงิน 6,000 ล้านบาท น่าจะยังไม่สามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ได้ทัน เนื่องจากรายละเอียดโครงการยังไม่สมบูรณ์ โดยคาดว่าจะเสนอได้ในสัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ตาม ประเด็น “ซื้อปุ๋ยแจก” ในครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายย้อนนึกถึงคดีทุจริตปุ๋ยอินทรีย์ในอดีต ซึ่งถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ของกระทรวงเกษตรฯ
เมื่อปี 2559 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เคยพิพากษาจำคุก “ชูชีพ หาญสวัสดิ์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กับ “วิทยา เทียนทอง” อดีตเลขานุการรัฐมนตรีเกษตรฯ คนละ 6 ปี ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมทุจริตฮั้วประมูลจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์แจกเกษตรกร
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างปี 2544-2545 จากโครงการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์จำนวน 1.31 แสนตัน วงเงินกว่า 367 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ โดยศาลฎีกาฯ เห็นว่ามีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้ว และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ก่อนหน้านั้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดตั้งแต่ปี 2555 ทั้งนักการเมือง ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงหน่วยงานและเอกชนหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลปุ๋ยอินทรีย์ปลอมในโครงการดังกล่าว
คดีนี้จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญ และเป็นเครื่องเตือนใจต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้มีอำนาจในปัจจุบันว่า โครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ใช้งบประมาณมหาศาล หากขาดความรอบคอบและการตรวจสอบที่เข้มงวด อาจนำไปสู่ปัญหาทุจริตซ้ำรอยได้
สุดท้ายแล้ว ไม่ใช่เพียง “สุริยะ” ในฐานะเจ้ากระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องระมัดระวัง แต่ “อนุทิน” ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็จำเป็นต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้รัฐบาลต้องเผชิญปัญหาทุจริต จนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลทั้งชุดในอนาคต


