xs
xsm
sm
md
lg

จากค่าโง่คลองด่านหมื่นล้าน ถึง แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน เพราะความโลภของนักการเมือง ** เละกว่าโจ๊กก็ "ป.ป.ช." นี่แหละ โยกย้ายเป็นเหตุ…ข้างในก่อหวอดเสื่อมศรัทธา ยุค "สุชาติ"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


วัฒนา อัศวเหม - อนุทิน ชาญวีรกูล - สุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ข่าวปนคน คนปนข่าว

++ จากค่าโง่คลองด่านหมื่นล้าน ถึง แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน เพราะความโลภของนักการเมือง

เมื่อรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศผลักดันโครงการแลด์บริดจ์ เชื่อมฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย ทำให้นึกถึงโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ที่เป็นอีกหนึ่งบทเรียน “โคตรโกง” ของนักการเมืองไทย

โกงกันตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ แถมสุดท้ายรัฐยังต้องควักเงินจ่าย “ค่าโง่” ให้กับผู้รับเหมาก่อสร้าง อีกเกือบหมื่นล้าน
“โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน” กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ขณะนั้น “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” เป็นรัฐมนตรีว่าการ นำเสนอต่อครม.ในรัฐบาล“ชวน หลีกภัย” เมื่อปี 2538

อ้างเหตุผล และความจำเป็นว่าจ.สมุทรปราการ เป็นแหล่งปล่อยมลพิษมากที่สุดในประเทศ เนื่องจากมีโรงงานอุตสาหกรรม กว่า 4,000 โรง ต้องสร้างท่อน้ำเสียในพื้นที่ฝั่งตะวันตก และตะวันออกของจ.สมุทรปราการ ดึงน้ำลงสู่บ่อรวม ที่ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ แล้วบำบัดน้ำก่อนปล่อยลงสู่ทะเลอ่าวไทย

วัฒนา อัศวเหม
โครงการนี้กำหนดวงเงินงบประมาณเบื้องต้น1.3หมื่นล้าน แล้วก็บานปลาย สุดท้ายไปจบที่ 23,700ล้านบาท

ชาวบ้านไม่เคยระแคะระคายมาก่อนว่าจะมีโครงการนี้ เพราะไม่เคยทำการประชาพิจารณ์ หรือศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมใดๆทั้งสิ้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพากันปกปิดเงียบ มารู้กันก็เมื่อครม.อนุมัติโครงการเรียบร้อยแล้ว

ยุคนั้น “สื่อในเครือผู้จัดการ” ลงพื้นที่ พยายามขุดคุย ตีแผ่เงื่อนงำ ความไม่โปร่งใส การฉ้อฉล โกงกิน มานำเสนออย่างแข็งขัน ต่อเนื่อง

ตั้งแต่การจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโครงการ ในราคาแพงเกินจริง บริษัทที่มีนักการเมืองในพื้นที่อยู่เบื้องหลัง เล่นเล่ห์ นำป่าชายเลน ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะ มาแปลงโฉมขายให้กับกรมควบคุมมลพิษในราคาแพงเว่อร์

พูดง่ายๆว่า นักการเมืองคนหนึ่ง ขีดเส้นเอาป่าชายเลน ชี้เอาทะเล มาขายให้หลวง ... ขณะที่นักการเมืองอีกคน ก็มีบริษัทรับเหมาก่อสร้าง มารอรับงานก่อสร้างโครงการนี้

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
ระหว่างการก่อสร้างก็ถูกสื่อทั้งไทย และต่างประเทศ ตีแผ่ความไม่ชอบมาพากล ทั้งหลาย แต่โครงการก็ยังเดินหน้าไป 8 ปี กว่ารัฐบาลจะตื่น และยอมรับความจริงว่าเป็นโครงการที่มีพิรุธ จึงประกาศยกเลิกการก่อสร้าง ทำให้ฝ่ายรัฐ กับผู้รับเหมาก่อสร้าง ต่างฟ้องร้องเป็นคดีความยืดเยื้อ

โดยในช่วง 8 ปีนั้น รัฐจ่ายเงินให้บริษัทก่อสร้างไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้าน หรือราว 90 เปอร์เซ็นต์ ผลต่อเนื่องคือ ข้าราชการกรมควบคุมมลพิษ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ถูกสั่งย้าย ข้าราชการกรมการปกครอง และข้าราชการกรมที่ดิน ถูกดำเนินคดีฐานทุจริต
ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดรัฐมนตรี 3 คน พัวพันกับการทุจริต ... ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง สั่งจำคุก “วัฒนา อัศวเหม” อดีต รมช.มหาดไทย 10 ปี ฐานเอาที่ป่าชายเลน เอาทะเล มาขายให้กรมควบคุมมลพิษ แต่ “วัฒนา” หนีหมายจับ ไปอยู่ต่างประเทศก่อนแล้ว

ต่อมาปี 2557 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษ แพ้คดีคลองด่าน รัฐต้องจ่าย“ค่าโง” รวม 9 พันกว่าล้านบาท ให้บริษัทเอกชน 6 บริษัท ที่ร่วมกันก่อสร้างโครงการนี้ ได้แก่

วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง ...สี่แสงการโยธา... ประยูรวิศว์ ...กรุงธนเอนยิเนียร์... เกตเวย์ ดิเวลลอปเมนท์ และ สมุทรปราการ ออพเปอร์เรทติ้ง ... ดูชื่อแล้วไปหากันเอาเอง ว่าใครเป็นเจ้าของที่มาร่วมทึ้งกันบ้าง

สุดท้ายโครงการคลองด่าน ทำให้รัฐเสียทั้งค่าก่อสร้าง ค่าโง่ รวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยไม่ได้ใช้บ่อบำบัดน้ำเสียนี้เลย ทั้งๆที่การก่อสร้างเสร็จเกือบ 100 %แล้ว

อนุทิน ชาญวีรกูล
ปฐมเหตุแห่งความอุบาทว์ บัดซบนี้ เกิดขึ้นเพราะ รัฐมนตรีคนหนึ่งต้องการหาเงินจากการขายที่ดิน ส่วนอีกคนต้องการได้งานรับเหมาก่อสร้าง!

และใน “รัฐบาลอนุทิน” นี้ ความอุบาทว์ บัดซบ กำลังจะเกิดซ้ำ ในชื่อ “โครงการแลนด์บริดจ์” เพราะรัฐมนตรีคนหนึ่งกำลัง “เก็งกำไรที่ดิน” และอีกคนหนึ่งมองไปที่งานรับเหมาก่อสร้าง มูลค่าเป็นแสนแสนล้าน!!

แต่ “แลนด์บริดจ์” จะสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ และประชาชน หนักหนาสาหัสมากกว่า “คลองด่าน” ไม่รู้กี่สิบเท่า กี่ร้อยเท่า!

เพราะรัฐบาลกำลังซุ่มออก กฎหมายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ กฎหมาย SEC มาใช้ดึงดูดนักลงทุน

ให้ต่างเช่าที่ดินได้ 99 ปี ...สามารถเอาที่ดิน สปก. เเละที่ราชพัสดุไปใช้ทำอุตสาหกรรมได้ ... สามารถยกเลิกผังเมือง เพื่อสนับสนุนการทำอุตสาหกรรมได้...ยกเลิกอาชีพที่สงวนไว้ซึ่งคนไทยให้ต่างชาติทำได้ ...ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สามารถใช้เงินต่างประเทศเเลกเปลี่ยนได้... ต่างชาติสามารถพำนักในไทยได้ระยะยาวได้ ... ฯลฯ

พิพัฒน์ รัชกิจประการ
ลองนึกภาพดู ถ้าพวกยิว ที่ตอนนี้ ยึด อ.ปาย ยึดเกาะพะงัน ถ้ามาเช่าที่ดิน 99 ปี สักหมื่นสองหมื่นไร่ ตั้งเมืองของตัวเองขึ้นมา แล้วอยู่กันไปชั่วลูกชั่วหลาน จะเกิดอะไรขึ้น

พวกจีนเทา มาเช่าที่ ขนคนเข้ามาอยู่ ใช้เป็นที่ทำมาหากิน ถูกกฎหมายบ้าง ไม่ถูกกฎหมายบ้าง คนไทยเข้าไม่ได้ เจ้าหน้าที่เข้าไม่ถึง ลองจินตนาการดูว่าจะเป็นอย่างไร

สภาพ “รัฐซ้อนรัฐ” บนพื้นที่เป็นแสนๆไร่ ที่ จ.ชุมพร ต่อเนื่องกับจ.ระนอง จะกระทบชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยแค่ไหน!?
นี่ยังไม่นับรวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งพื้นที่ป่าเขา ที่จะมีการสร้างมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ ท่อส่งน้ำมัน และท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ เพื่อรองรับเรือขนส่งสินค้า ตู้คอนเทนเนอร์ อีกทั้งสองฝั่งทะเล

ดังนั้น คนไทยต้องตื่นรู้ ต้องรู้เท่าทันว่า “แลนด์บริดจ์” ไม่ใช่โครงการพัฒนาประเทศชาติ หรือสร้างงานให้คนไทย

แต่เป็นเรื่องของนักการเมืองเก็งกำไรที่ดิน นักการเมืองเจ้าของธุรกิจก่อสร้างที่โลภไม่รู้จักพอ คิดว่าตัวเองคุมได้ทั้งสภาสูง และสภาล่าง ถึงกับกล้าออกกฎหมายขายชาติ ให้ต่างชาติเข้ามายึดครอง ทำมาหากินบนผืนแผ่นดินไทย 99 ปี

สุชาติ ตระกูลเกษมสุข
++ เละกว่าโจ๊กก็ "ป.ป.ช." นี่แหละ โยกย้ายเป็นเหตุ…ข้างในก่อหวอดเสื่อมศรัทธา ยุค "สุชาติ"

คนใหญ่คนโตในสำนักงาน ป.ป.ช. หลังจากถูกกรณี "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" ทำให้ "คนนินทา หมาดูถูก" ตอนนี้ภายใต้การนำของ "สุชาติ ตระกูลเกษมสุข" ประธานป.ป.ช. กำลังถูกคนในองค์กรเสื่อมศรัทธาอย่างหนัก เพราะการบริหารจัดการบุคลากรภายในสำนักงาน เละตุ้มเป๊ะ!

ว่ากันว่า เรื่องของเรื่องมาจากกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ขาดความโปร่งใส ไม่เป็นธรรม หลังมีการประกาศใช้ระเบียบย้ายปี 2569 ซึ่งมีรายงานว่า ข้าราชการบางส่วนกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนข้อกำหนดบางประการของระเบียบดังกล่าว พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อระงับการบังคับใช้ กับผู้ร่วมฟ้องคดี จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาภายในองค์กรอิสระแห่งนี้ กำลังขยายตัวจากความไม่พอใจระดับบุคคล ไปสู่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับระบบบริหารบุคคล ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สำหรับองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว กรณีของ "นายณัฐวุฒ ขมประเสริฐ" เป็นตัวอย่างการจุดประเด็นสำคัญ หลังเจ้าตัวยื่นอุทธรณ์คำสั่งโยกย้าย ภายหลังมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มข้าราชการระดับสูง 'บิ๊กล็อต' จำนวน 14 ตำแหน่ง ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติแต่งตั้งโยกย้าย เมื่อปลายเดือนม.ค.69

คำสั่งดังกล่าว ให้นายณัฐวุฒ ถูกย้ายจาก รองเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ภาค 3 ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักงานป.ป.ช. แม้ตำแหน่งใหม่จะยังคงอยู่ในระดับ 10 เทียบเท่าตำแหน่งเดิม แต่ในทางปฏิบัติกลับมีผลกระทบต่อเส้นทางราชการ และอำนาจหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญ

นายณัฐวุฒ ระบุในคำอุทธรณ์ว่า การโยกย้ายครั้งนี้ ทำให้ตนต้องหลุดออกจากสายงานกระบวนการยุติธรรม ไปอยู่ในสายงานตรวจราชการ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าพนักงานไต่สวนได้อีก ทั้งที่ภารกิจดังกล่าว ถือเป็นหัวใจสำคัญของสำนักงานป.ป.ช. ในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริต และประพฤติมิชอบ

ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักงานป.ป.ช. ยังไม่ใช่ตำแหน่งประเภทหัวหน้าส่วนราชการ หรือสายงานอธิบดี ที่มีอำนาจบริหารโดยตรง ส่งผลให้บทบาทในการกำกับนโยบายและการตัดสินใจเชิงบริหารลดลงจากเดิมอย่างชัดเจน

สิ่งที่ทำให้กรณีนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น คือ ประวัติการทำงานของ นายณัฐวุฒ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ภาค 3 ได้รับผลการประเมินการปฏิบัติราชการ ระดับดีเด่น ต่อเนื่องถึง 5 รอบ ไม่เคยถูกดำเนินการทางวินัย ไม่เคยถูกลงโทษ หรือแม้แต่ถูกตักเตือนจากผู้บังคับบัญชา

นอกจากนี้ ยังได้รับพระราชทาน “เหรียญจักรพรรดิมาลา” หรือ ร.จ.พ. ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำหรับข้าราชการ ผู้มีความชอบในการรับราชการ สะท้อนถึงผลงานและความประพฤติที่ได้รับการยอมรับในระบบราชการ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถาม คือแนวปฏิบัติในการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมา โดยนายณัฐวุฒระบุว่า นับตั้งแต่มีการจัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ช. ยังไม่เคยมีรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. คนใด ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการในลักษณะเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งกรณีดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นการย้ายเพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง หรือกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งเดิมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 68 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535

ด้วยเหตุนี้ นายณัฐวุฒ จึงขอให้มีการทบทวน ยกเลิก หรือเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว พร้อมขอให้ตนได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม ในสายงานกระบวนการยุติธรรม

กรณีนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทด้านการบริหารบุคคลธรรมดา แต่กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญของปัญหาความโปร่งใสภายในองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของประเทศ เพราะหากแม้แต่หน่วยงานที่ทำหน้าที่สร้างมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ยังถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรม และความโปร่งใสเสียเอง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของสังคม
วิกฤตศรัทธาที่กำลังก่อตัวขึ้นในวันนี้ อาจกลายเป็น “สนิมเนื้อใน” ที่กัดกร่อน “องค์กร ป.ป.ช.” จากภายใน และหากไม่เร่งสร้างความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ในการบริหารงานบุคคล ปัญหาในระยะยาว อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ความขัดแย้งภายในองค์กร แต่จะลุกลามไปสู่การตั้งคำถามต่อบทบาท และความน่าเชื่อถือของป.ป.ช.ทั้งระบบในอนาคต