เปิดมติฉบับเต็ม! "ก.พ.ค." เสียงข้างมาก 6 เสียง ตอกย้ำคำสั่ง "ภูมิธรรม" สมัยนั่ง มท.1 โยกย้าย 2 อธิบดี คนใกล้ชิด "สิงห์หนู" เข้ากรุผู้ตรวจมท. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ มท.1 และ ปลัดฯ มีอำนาจเต็ม! การเสนอชื่อแสดงให้เห็นถึง "พฤติการณ์ของการกระทําที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝง ไว้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่ มิใช่เหตุผลความจําเป็นของทางราชการที่แท้จริง ร่ายยาว ตอกย้ำ! "สิงห์อ้วน" ใช้เวลาเพียง 4 วันนับแต่วันมอบนโยบาย ทำ 2 อดีตอธิบดี ไม่มีระยะเวลาให้ได้นํานโยบาย ที่ได้รับมอบหมายมาไปสู่การปฏิบัติราชการ เฉพาะกรณี "อธิบดีไชยวัฒน์" เหลือเวลาปฏิบัติราชการไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนเกษียณ แถมตำแหน่ง "ผู้ตรวจฯ" ไม่มีลักษณะงานที่ปฏิบัติ เมื่อเทียบกับเงินประจําตําแหน่งและเงินเดือน
วันนี้ (8 พ.ค. 2569) มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้า ภายหลัง คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติเสียงข้างมาก ว่า การย้ายอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และอธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) สมัยนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ล่าสุด สํานักงาน ก.พ. เผยแพร่ผลการประชุม ก.พ.ค. (คณะกรรมการพิทักษ์ ระบบคุณธรรม) มีใจความว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนเมื่อเดือน กรกฎาคม 2568 กรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอรายชื่อต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการโยกย้ายอธิบดีสองรายไปดํารง ตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงในกระทรวงมหาดไทย
โดยให้ เหตุผลว่า เพื่อเหตุผลความจําเป็นของราชการ ต่อมาข้าราชการ สองรายดังกล่าวได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. เมื่อวันที่ 6 และวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ตามลําดับ ซึ่ง ก.พ.ค. ได้มีมติรับเรื่องร้องทุกข์ไว้ บัดนี้ ก.พ.ค. ได้มีคําพิจารณาและดําเนินการตามกระบวนการ วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว ดังนี้
ผลการพิจารณา ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จํานวน 6 เสียง (นายวรวิทย์ สุขบุญ นายภาณุ สังขะวร นายสุรพันธ์ บุรานนท์ นายอติโชค ผลดี นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ และนายชํานาญ ทิพยชนวงศ์) พิจารณา แล้วเห็นว่า
"การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ ทั้งสองราย (นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ปัจจุบัน เป็นอธิบดีกรมการปกครอง และนายไชยวัฒน์ ฉุนถิระพงศ์ ปัจจุบัน เป็นที่ปรึกษา มท.1) ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายภูมิธรรม เวชยชัย)"
ภายหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบนโยบาย แก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในขณะนั้น ผู้ร้องทุกข์ยังดํารงตําแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมการปกครอง ตามลําดับ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง ของหน่วยงานที่ต้องน่านโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
มอบหมายมานําไปหาวิธีการหรือแนวทางการดําเนินงานให้ สอดคล้องกับภารกิจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครอง อีกทั้งในฐานะผู้บริหารของหน่วยงานย่อม ต้องถ่ายทอดนโยบายสู่ข้าราชการของกรมซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา
ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ซึ่งการดําเนินการดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพื่อให้ ปรากฏประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อหน่วยงานและประชาชน เสียก่อน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า นายภูมิธรรมได้รับ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568
ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ได้ประชุมมอบนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ปลัดกระทรวงมหาดไทยกลับดําเนินการเสนอรายชื่อผู้ร้องทุกข์ ทั้งสองรายให้พ้นจากตําแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครอง
ท้องถิ่นและให้พ้นจากตําแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ตามลําดับ
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เสนอเรื่องดังกล่าว ต่อคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4 วันนับแต่วันมอบนโยบาย
"แสดงให้เห็นว่า ไม่มีระยะเวลาให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองได้ดําเนินการ นํานโยบายที่ได้รับมอบหมายมาไปสู่การปฏิบัติราชการของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครองเลย ดังจะเห็นได้จากกระทรวงมหาดไทยเพิ่งมีคําสั่งที่ 2704/2568 ลงวันที่ 3 กันยายน 2568 มอบหมายให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รับผิดชอบ เขตตรวจราชการ"
ซึ่งเป็นระยะเวลาล่วงเลยมาหนึ่งเดือนเศษ นับแต่วันมีคําสั่งแต่งตั้ง ให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองเป็นผู้ตรวจราชการ มีผลโดยเฉพาะกรณีของนายไชยวัฒน์ จะเหลือเวลาปฏิบัติราชการ ไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะเกษียณอายุราชการ จึงไม่อาจขับเคลื่อน นโยบาย (แก้ไขปัญหายาเสพติด) ให้สําเร็จได้
และแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและปลัดกระทรวงมหาดไทย จะมีอํานาจตาม กฎหมายแต่ต้องใช้อําานาจดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้น การเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจึงแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์อของการกระทําที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่ มิใช่เหตุผลความจําเป็นของทางราชการที่แท้จริง
นอกจากนี้ แม้การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตําแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครอง ตามลําดับ ไปดํารงตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงจะเป็น การโอนให้ไปดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นกัน
ซึ่งทั้งสองตําแหน่งมีเงินประจําตําแหน่งและค่าตอบแทนรายเดือน ในอัตราที่เท่ากัน แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบหน้าที่ความ รับผิดชอบหลัก กับลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่างๆของตําแหน่ง อธิบดีกับตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ตามที่ ก.พ. กําหนดไว้ ในมาตรฐานกําหนดตําแหน่ง
"จะเห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนว่า ผู้ตรวจราชการกระทรวง ไม่มีลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้าน การบริหารทรัพยากรบุคคลและในด้านบริหารทรัพยากร และงบประมาณ และเมื่อพิจารณาถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ตามคําสั่งของกระทรวงมหาดไทยแล้ว"
ถือเป็นการบริหารงาน ในฐานะผู้ตรวจราชการและแนะนําการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ หรือให้คําปรึกษาของส่วนราชการระดับกระทรวง และ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังได้มีคําสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายดํารงตําแหน่งเป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ตรวจราชการกระทรวงเป็นการมอบหมายให้ทําหน้าที่ตรวจราชการในพื้นที่ยุทธศาสตร์
รวมถึงให้มีอํานาจกํากับดูแลใน ภาพรวมครอบคลุมทุกเขตตรวจราชการ แต่ไม่มีหน่วยงานในสังกัดของตนมีหน้าที่เพียงการตรวจราชการและให้คําแนะนําใน การปฏิบัติราชการแก่หน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มีอํานาจสั่งการให้ปฏิบัติงานและไม่อาจใช้อํานาจในการบริหารรวมถึงการบังคับบัญชาได้จริง
ในขณะที่ในส่วนของการดํารงตําแหน่งอธิบดีกรมอันเป็นหน่วยงานเดิมของผู้ร้องทุกข์ทั้งสองราย นั้น ตําาแหน่งอธิบดีทําหน้าที่ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกรมเป็น ผู้นําานโยบายจากรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมาสู่การปฏิบัติและ มีอานาจในการบริหารงานสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชา ข้าราชการทั้งกรม และขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้สัมฤทธิ์ผล ตามเป้าหมายที่กําหนดไว้
อีกทั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมการปกครอง นับว่ามีภารกิจเกี่ยวข้องเชื่อมโยง กับการปฏิบัติงานในจังหวัดและพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ จึงถือเป็น หน่วยงานที่สําคัญอย่างยิ่งหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย
"กรณีจึงเชื่อได้ว่าการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายไปดํารง ตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสํานักงานปลัดกระทรวง มหาดไทย มิได้เกิดจากความจําเป็นของทางราชการหรือเหตุผล ด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใด"
ดังนั้นการโอน ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตําแหน่งอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการ กระทรวง จึงถือ "เป็นการลดบทบาทและความสําคัญรวม ทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยถอยลง" และ "อาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์เป็นการกระทําอันมิชอบ"
จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วย กฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42 และมาตรา 57 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ. 2551
อย่างไรก็ตาม แม้การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอให้ ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายพ้นจากตําแหน่งอธิบดี และแต่งตั้งให้ดํารง ตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่เมื่อปรากฎข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่า นายนฤชา ผู้ร้องทุกข์ ได้รับ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งให้ ดํารงตําแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งตําแหน่งที่ได้รับการ แต่งตั้งดังกล่าวเป็นตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งเป็น ตําแหน่งที่มีลักษณะเดียวกัน
และนายไชยวัฒน์ ผู้ร้องทุกข์ อีกรายได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ดังนั้น การจะเพิกถอนการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตําแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อไปแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิม "ย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ"
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีคําวินิจฉัย ให้จําหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ
ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างน้อย จํานวน 1 เสียง (นายสิทธิพงษ์ ฝั่งวงศานุรักษ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การโอนย้ายผู้ร้องทุกข์ ทั้งสองราย จากตําแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมการปกครอง ตามลําดับ
ไปแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นไปตามขั้นตอน และวิธีการตามนัยมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 63 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ. 2551
และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอน หรือ การเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญ ไปแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง ข้าราชการพลเรือนสามัญตําแหน่งประเภทบริหารในหรือต่าง กระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2567 และเป็นการใช้ดุลพินิจในการโอนผู้ร้องทุกข์โดยชอบด้วกฎหมายแล้ว "คำร้องทุกข์ฟังไม่ขึ้น" ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างน้อย จึงเห็นควรวินิจฉัยให้ "ยกคําร้องทุกข์ทั้งสองราย"


