เมืองไทย 360 องศา
นาทีนี้ถือว่าการกู้เงินในกรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อเตรียมไว้รองรับแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ ของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินหน้าเต็มตัวแล้ว โดยล่าสุด เขาได้มีการลงนามในร่างพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)กู้เงินจำนวนดังกล่าวแล้ว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการออก ร่าง พ.ร.ก.ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. .... (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ว่าได้ลงนามร่างพ.ร.ก.กู้เงิน เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน
“ผมขอเรียนย้ำว่าผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เพิ่งลงนามใน พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นเงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ ผมต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ไม่ให้มีการรั่วไหลใดๆ เลย ต้องขอให้เชื่อ เป็นสิ่งที่ในชีวิตต้องทำ และมีความยินดีมีความเต็มใจ มีความรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำ เพราะฉะนั้น 400,000 ล้านบาทนี้ ขอให้คำมั่นสัญญาเลยว่า ผมและคณะรัฐมนตรีทุกท่านเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดไม่ให้หลุดไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว ไม่ให้กระเด็นแม้แต่เก๊เดียว ที่จะหลุดไปในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ทุกอย่างต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ต้องไม่มีเกี้ยเซียะและเพื่อประชาชนเท่านั้น” นายอนุทิน กล่าว
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้ำว่า ครั้งนี้คือวิกฤตโลก เป็นวิกฤตที่กระทบปากท้องประชาชน ซึ่งสิ่งที่กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไป เราต้องการแก้วิกฤตปากท้องประชาชน เรื่องนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นวิกฤตที่เกี่ยวกับตะวันออกกลาง กระทบคนทั้งโลก วิกฤตนี้มีทั้งความรุนแรง ความรวดเร็ว และมาเป็นระลอก วิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูงขึ้นทั้งโลก และประเทศไทยก็พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง
วิกฤตครั้งนี้จะต่างกับอดีต ที่มารวดเร็วทีเดียวจบ ระลอกแรกคือ วิกฤตสงครามและโลก วิกฤตที่สองคือวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูง และรอบที่สามคือวิกฤตต้นทุน วิกฤตที่สี่ คือวิกฤตค่าครองชีพซึ่งจะกระทบคนส่วนใหญ่ วิกฤตรอบที่ห้าคือกำลังซื้อจะหมดถ้าปล่อยไปจะยิ่งแก้ยาก นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่เราต้องแก้ไขปัญหาวิกฤตปากท้อง
สำหรับวัตถุประสงค์คือ 1. แก้วิกฤตปากท้องประชาชน ช่วยประชาชนบรรเทาผลกระทบและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหว 2.แปลงวิกฤตเป็นโอกาสคือ เปลี่ยนจากการลดการพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ มาใช้พลังงานทดแทน ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ถ้าไม่ปรับตัววิกฤตนี้ จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และแก้ยาก
ถามว่ากรณีการออก พ.ร.ก. กู้เงินที่เกี่ยวกับวางโครงสร้างพลังงาน มีบางฝ่ายมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องออก พ.ร.ก. นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้เราไปดูเม็ดเงินทุกอย่างว่าวิกฤตครั้งนี้รุนแรงชัดเจน เราจะรอหรือ เพราะดูงบประมาณ ปี 69 มีเหลืออยู่เท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลปัจจุบันมีไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ เราไม่สามารถใช้งบประมาณ ปี 69 ได้ งบกลางก็เหลือ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนงบประมาณ ปี 70 ต้องรอไปถึงเดือนตุลาคม ซึ่งไม่ทัน ดังนั้น คิดว่าการออกพ.ร.ก. น่าจะเพียงพอ โดยเฉพาะ 2 แสนล้าน ที่มาช่วยกลุ่มเปราะบาง และการเปลี่ยนผ่านพลังงานยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วย และ ลดการพึงพาพลังงานของประเทศ เพราะปัจจุบันเราพึ่งพาการนำเข้านำมัน ก๊าซธรรมชาติ 8 % ของจีดีพี ซึ่งมากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย
วันนี้ ครม.อนุมัติ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท และ รอลงราชกิจจานุเบกษา และจะเข้าสภาฯในวันที่ 14 พ.ค. นี้ โดยกฎหมายดังกล่าวจะมี คณะกรรมการกลั่นกรอง รายจ่ายเงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน หน่วยงานต่างๆ ต้องเสนอโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่กว้างเหมือนพ.ร.ก. ฉบับอื่น โดยมี 11 มาตรา แต่จะระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และ คณะกรรมการกลั่นกรองจะดูแต่เรื่องโครงการก่อนนำเสนอครม. เห็นชอบต่อไป
การกู้เงินครั้งนี้จะกู้ในประเทศทั้งหมด ดังนั้นไม่มีความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน และวันนี้สภาพคล่องส่วนเกินสูงมาก มีเกิน 1 ล้านล้านบาท ฉะนั้น 4 แสนล้านสบายมาก และดอกเบี้ยในประเทศต่ำมาก ดังนั้นต้นทุนการกู้ในประเทศต่ำมาก
เมื่อถามถึงความมั่นใจโครงการคนละครึ่งพลัส และ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายเอกนิติ กล่าวว่า เป็นหนึ่งโครงการที่หน่วยราชการนำเสนอได้ และสามารถใช้งบประมาณในส่วนนี้ได้เช่นเดียวกัน ส่วนกระบวนการต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง โดยในวันที่ 14 พ.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯทันที ฉะนั้น ในวันอังคารที่ 12 พ.ค. โครงการคนละครึ่ง ยังไม่เข้าที่ประชุมครม. เพราะตามกฎหมายต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองฯก่อน และต้องพิจารณาแหล่งเงินต่างๆ ซึ่งตามแผนโครงการคนละครึ่งพลัส จะเริ่ม 1 มิถุนายน
หากพิจารณาจากเป้าหมายการกู้เงินดังกล่าว จำนวน 4 แสนล้านบาทต้องการนำมาแก้ไขเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติของโลก จากภาวะสงครามตะวันออกกลางและลุกลามกลายเป็นวิกฤติพลังงานที่ไทยเริ่มได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในเวลานี้ และคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะยิ่งเข้าสู่ภาวะวิกฤติ หากไม่แก้ปัญหาเสียก่อน เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นแล้วจะทำให้ทุกอย่างพังไปต่อหน้า ซึ่งรัฐบาล หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ ย้ำแบบนี้
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะย้ำว่าเป็นการใช้เงินสำหรับการรับมือกับวิกฤตด้านปากท้องเป็นหลัก รวมไปถึงการนำมาใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเปลี่ยนเป็น “พลังงานสะอาด” เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมหาศาล
แต่สิ่งที่ต้องจับตาก็คือ การนำเงินมาใช้ในการเยียวยาประชาชนในยามทุกข์ยาก เป็นการแก้ปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะการนำเงินมาใช้ในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ เติมเงินในบัตรสวัสดิการฯ แม้ว่าจะมีการเจียดเงินมาใช้ก่อนจาก งบกลางรวมทั้งงบถ่ายโอนงบประมาณ ซึ่งจะทำต่อเนื่องไปราว 4 เดือน จนไปบรรจบกับพระราชกำหนดเงินกู้ ที่แบ่งเอาไว้ราว 2 แสนล้านบาทเอาไว้พอดี
โดยโครงการดังกล่าวหากมองในเชิงการเมืองก็ถือว่าเป็นการ “สร้างความนิยม” เก็บแต้มทางการเมืองพ่วงเข้ามาอย่างเนียนๆ เพราะรับรู้กันดีว่า ทั้ง “คนละครึ่ง” และบัตรสวัสดิการฯนั้น นาทีนี้ถือว่า “ขาดไม่ได้” แล้ว อีกทั้งเงินดังกล่าวก็จะใช้วิธีโอนตรงเข้าบัญชีชาวบ้านโดยตรง ย้ำว่า เน้น “โอนเข้ากระเป๋า” ชาวบ้านโดยตรง เพื่อนำมาจับจ่ายใช้สอย ไม่ใช่เป็นโครงการของรัฐเหมือนกับการกู้เงินมาใช้ในรัฐบาลก่อนๆ
ดังนั้นในทางการเมืองถือว่า “ได้ใจ”ชาวบ้าน ได้เติมเงินในกระเป๋า อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั่วประเทศ ทุกฝ่ายต่างแฮปปี้ ฝ่ายการเมืองได้แต้ม ได้ความนิยม เมื่อเป็นแบบนี้แล้วถือว่า ใครก็ขวางยาก แม้ว่าฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยอ้างว่าไม่เข้าข่ายการออกพระราชกำหนดก็ตาม แต่เชื่อว่าในที่สุดใครก็คงเบรกไม่อยู่ เพราะฝ่ายรัฐบาลเดินหน้าเต็มตัว ส่วนผลจะออกมาอย่างไรไม่รู้ แต่รัฐบาลโกยแต้มแน่นอน !!


