“เท้ง” เผย มติ “พรรคประชาชน” เข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค.นี้ ย้ำ ประชาธิปัตย์-พรรคฝ่ายค้าน เข้าร่วมได้ แต่ต้องให้ ปชน.เขียนคำร้อง “ศิริกัญญา” ชี้ วินัยการเงินการคลังครั้งนี้ได้ถูกทำลายไปแล้ว
วันนี้ (7 พ.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค นายธีระ สุธีวรางกูร ที่ปรึกษาพรรคด้านกฎหมาย แถลงข่าวจุดยืนพรรคประชาชนต่อกรณีรัฐบาลมีมติเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท
โดย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมพรรคประชาชนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งมีการหารือกันอย่างรอบคอบแล้ว เห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลทำนั้น คือ การพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นการมัดรวมมาในการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นจริงๆ ต้องใช้เวลาหลายปี ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ระบุชัดว่า ต้องเป็นเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้น เราจึงตั้งคำถามว่า มีการกู้ 2 แสนล้านบาทมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น ตกลงแล้วเข้าเงื่อนไขนี้จริงหรือไม่ เพราะเรายังไม่ได้เห็นไส้ใน ทั้งยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชนอีก พรรคประชาชนจึงพร้อมใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเข้าชื่อตามคำร้องที่พรรคประชาชนเป็นคนยกร่างในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นลำดับถัดไป
เมื่อถามว่า การเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ จะทำร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยินดีที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ มาร่วมลงชื่อด้วยกัน ซึ่งตามกระบวนการก็มีการหารือกับพรรคอื่นๆ อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกว่าอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เราต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุด ก็คือ ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจตามช่องทางในส่วนนี้ที่จะไม่เป็นการไปขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วย ฉะนั้น ในส่วนของตัวคำร้องนั้นพรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการยกร่างเอง
ถามย้ำว่า มองว่า ส่วนที่ 2 มีโอกาสเข้าข่ายหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จริงๆ ส่วนแรกก็อาจจะมีปัญหาตามที่ น.ส.ศิริกัญญาตั้งคำถามไปแล้วว่าการเยียวยานั้นเป็นการเยียวยาแบบสุ่ม ไม่ใช่การเยี่ยวยาแบบพุ่งเป้าแบบที่รัฐบาลพยายามสื่อสารมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า อำนาจในการตรา พ.ร.ก.เป็นช่องทางที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ กรณีที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในส่วนที่เรากังวลใจว่าการใช้อำนาจครั้งนี้ของฝ่ายบริหารว่าอาจจะรู้แก่อำนาจไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คือเงินกู้ 2 แสนล้านบาทที่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน แต่ในรายละเอียดก็ยังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินเยียวยาเช่นเดียวกัน
เมื่อถามว่า รัฐมนตรีเข้ามาชี้แจงว่า ส่วนของเงินเยียวยานั้น ทุกคนเดือดร้อนกันหมด ฟังขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราพยายามใช้กลไกในสภาเพื่อให้รัฐมนตรีมาตอบ การตั้งกระทู้ถามก็คาดหวังหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาตอบแทน แต่กลายเป็นว่า ได้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบแทน ซึ่งการตั้งกระทู้ถามสด ไปหลายประเด็นแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร
เมื่อถามว่า ร่างที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะเสร็จทันหรือไม่ เนื่องจากจะมีการนำร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าวเข้าสภาในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้แล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการส่วนนี้เราได้ประสานพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่นๆ แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องยื่นให้ทันภายในวันจันทร์หรือวันอังคารที่จะถึงนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ คือ ยื่นก่อนที่รัฐสภาจะมีการอนุมัติในวันที่ 14 พฤษภาคม
ด้าน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวเสริมว่า ตามที่มีการตั้งกระถามเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยมีนายภราดรมาตอบกระทู้แทนว่าเพราะคนเดือดร้อนถ้วนหน้าเลยแจก 30 ล้านคน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็ควรจะแจกแบบถ้วนหน้า ขณะที่ นายเอกนิติ ก็ระบุว่า อยากให้เป็นการเยียวยามุ่งเป้ากลุ่มเปราะบาง ซึ่งในสไลด์ที่รัฐบาลส่งให้กับสื่อมวลชน ก็ยังเน้นย้ำเรื่องเดิมว่าจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมาย แต่ในรายละเอียดการเยียวยากลับเยียวยาเกือบถ้วนหน้า และถ้าเป็นการเยียวยาแบบเกือบทั่วหน้าจริงก็น่าจะมีตัวเลขแต่เกือบ 50 ล้านคนขึ้นไป ไม่รวมคนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนมองว่า รอบนี้มันก้ำกึ่งเพราะรวมทั้งคนละครึ่งและโครงการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตัวเลขก็ยังอยู่ที่ราวๆ 44 ล้านคน แสดงว่า มีคนส่วนหนึ่งตกหล่นแน่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุดก็ได้ ดังนั้น เราไม่ติดถ้าจะเยียวยาประชาชน แต่อยากให้เลือกเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสม ถ้าบอกว่าทุกคนเดือดร้อนก็จ่ายแบบถ้วนหน้าไปเลย ไม่ต้องพูดว่าจ่ายแบบมุ่งเป้า เพราะถ้าอยากจ่ายแบบมุ่งเป้าต้องไม่ใช้วิธีการลงทะเบียนแบบใครมาก่อนได้ก่อน แล้วปล่อยให้คนที่เดือดร้อนจริงตกหล่น
เมื่อถามว่า กรณีเงิน 2 แสนล้านบาท มีการพูดกึ่งยอมรับว่าไม่ได้มีโครงการเท่ากับเป็นการยอมรับว่าตีเช็คเปล่าใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ใช่ จริงๆ ทางรัฐมนตรีก็รับเองว่ายังไม่ได้มีตัวโครงการ ต้องรอให้หน่วยราชการชงเรื่องขึ้นมา ให้คณะกรรมการกลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง ทั้งยังยอมรับกับเราอีกด้วยว่าสำหรับการเยียวยาจะเป็นการกู้ปีนี้ แล้วในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นการกู้ในปีหน้าก็ยิ่งเน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้มีความเร่งด่วนแต่อย่างใด แต่ในส่วนที่เราจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ ส่วนเรื่องจำเป็นหรือไม่ เลี่ยงได้หรือไม่ก็จะใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเห็นชอบแทน
ต่อข้อถามว่า ก่อนหน้านี้ มีการชี้แจงว่า เงินกู้นี้ไม่เกินเพดานหนี้สาธารณะ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ใช่ และถือเป็นเรื่องตลก เพราะเราพยายามเน้นย้ำว่าเรื่องวินัยการเงินการคลังไม่ได้มีแค่เพดานหนี้ แต่ยังมีเรื่องการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตรงเป้า ตรงวัตถุประสงค์ แต่รัฐมนตรีก็มีคำตอบเดียวตามโพย ว่า วินัยการเงินการคลังยังอยู่ดี เพราะเพดานหนี้สาธารณะไม่ได้ทะลุ ซึ่งตนไม่ได้ถาม แต่ก็คงช่วยปลอบใจรัฐบาลไปได้ว่าทำทุกอย่างแล้วยังโอเค วินัยการเงินการคลังไม่ได้ถูกทำลาย แต่ในใจเราทุกคน หรือวิญญูชนย่อมทราบดีว่า วินัยการเงินการคลังครั้งนี้ได้ถูกทำลายไปแล้ว ซึ่งเอาเข้าจริงในยามวิกฤตก็ไม่ใช่ยามที่จะมารักษาวินัยการเงินการคลังแบบเคร่งครัดขนาดนั้นอยู่แล้ว ก็กลายเป็นฝั่งรัฐบาลเองที่ต้องกลืนน้ำลายตัวเองว่า พยายามจะรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่


