สภาฯ ตั้ง 8 กก.กองทุนบำนาญอดีตสส.-สว. “วรงค์” เสนอ ตัดบำนาญ พ่วงทุนการศึกษาบุตร เรียน รร.นานาชาติ พร้อมให้ สส.-สว. ปัจจุบัน ประกาศไม่รับบำนาญ ด้าน “สนอง”ท้า “วรงค์” ทำเป็นตัวอย่างประกาศคนแรกไม่รับเบี้ยยังชีพ สส.
วันนี้ (7พ.ค.) ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาฯ ช่วงที่น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 จำนวน 8 คน ได้แก่ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายประยุทธ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม นายประเสริฐ บุญเรือง อดีตสส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีตสส.นครปฐม พรคก้าวไกล และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งดังกล่าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายเสนอแนะต่อกรรมการกองทุนตอนหนึ่งว่า ให้พิจารณาความเหมาะสมต่อการอนุมัติเงินสวัสดิการให้กับอดีตสส. และ อดีต สว. ว่า กรรมการกองทุนมีทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็น สส. สว. รวมถึงอดีตสมาชิกรัฐสภา มี 17 คน หากรวมเลขาธิการของสภาฯ และวุฒิสภารวมเป็น 19 คน ส่วนคนนอกมี 2 คน คือ ปลัดกระทรวงการคลังและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ทำให้มีข้อห่วงใยว่ากรรมการจะมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ เอื้อประโยชน์ให้สมาชิกรัฐสภามากเกินจำเป็น
นพ.วรงค์ อภิปรายต่อว่า ปัจจุบัน สส. จ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาทต่อเดือน แต่แลกกับสิทธิประโยชน์ที่กองทุนมอบให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภา 5 สิทธิประโยชน์ คือ 1.เงินทุนเลี้ยงชีพ หรือ เงินบำนาญ จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต 2.รักษาพยาบาลเบิกได้ปีละ 1.3 แสนบาท และกรณีไม่เจ็บป่วย สามารถใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีได้ ในวงเงิน1.3 แสนบาทต่อปี 3.สิทธิช่วยเหลือการศึกษาบุตร โดยในหลักการตนรับได้ แต่เชื่อหรือไม่สิทธิครอบคลุมบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมากเกินความจำเป็น 4.กรณีทุพพลภาพ 1.5 หมื่นบาท และ 5.เมื่อถึงแก่กรรม ครอบครัวและลูกได้ 2แสนบาท
นพ.วรงค์ อภิปรายยต่อว่าจุดที่ประชาชนคลางแคลงใจคือ บำนาญ สส.และสว. หากจ่ายเงินแค่1ปี แล้วเกิดยุบสภา ต้องได้รับการดูแลจนตาย ตนถือว่าสิทธิมากเกินจำเป็นเมื่อรวมกับสิทธิการศึกษาที่ให้กับบุตรที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ เป็นสิทธิที่ทะลุฟ้ามากเกินความจำเป็น
“ช่วงนี้เห็นสส.ลาออก บางคนลาออกไปเป็นรัฐมนตรี แต่เมื่อกองทุนไม่ได้จำกัดสิทธิคนเป็นรัฐมนตรีถือว่าลาออกสส. เป็นอดีตสมาชิกทำให้นอกจากได้เงินเดือนรัฐมนตรียังได้เงินบำนาญสส. อีก ถือว่าเอาเปรียบประชาชน หรือแม้แต่สส.บางคนลาออกไปลงผู้ว่าฯกทม. ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯกทม. นอกจากได้เงินเดือนผู้ว่าฯกทม.แล้ว ยังได้เงินบำนาญของอดีต สส.หรือ สว.อีก ดังนั้นอยากฝากให้สส.ที่ไปเป็นกรรมการกองทุน ให้พิจารณาว่าสิทธิอะไรที่มากเกินความจำเป็นอย่าให้มากเกินไป เช่น ตัดค่าการศึกษาบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ เอาแค่โรงเรียนของรัฐ รวมถึงยกเลิกบำนาญสส. และสว.และผมขอเรียกร้องให้สส.และ สว.ชุดปัจจุบันแสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ควรได้รับบำนาญ ถือเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูประบบสภา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน” นพ.วรงค์ อภิปราย
ขณะที่นายสนอง อภิปรายว่า ฐานะกรรมการกองทุน จะรับข้อเสนอของนพ.วรงค์เพื่อบัญญัติหลักเกณฑ์ต่อไป ทั้งนี้ตนขอพูดด้วยความสัตย์จริงและเป็นธรรม คนเป็น สส.ไม่ได้รวยทุกคน เคยเห็นอดีตสส.หลายคนตายแล้วไม่มีโลงใส่ ดังนั้นเมื่อมีสวัสดิการเพื่อดูแลให้เหมาะสมกับฐานานุรูปไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะเงินส่วนหนึ่งมาจากการหักเงินเดือนตอนดำรงตำแหน่ง และเป็นสิทธิแต่ละบุคคลว่าหากคิดว่ามีฐานะดี ไม่เดือดร้อน แจ้งความจำนงค์ขอสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพ สส. ซึ่งจะได้รับการประกาศเกียรติคุณ
“ที่ทราบมานพ.วรงค์เคยเป็นและหยุดพักไปหลายปี แต่ก็ยังได้รับอยู่ ดังนั้นขอให้แจ้งความจำนงไว้ว่าต่อไปนี้ไม่รับ จะได้ประกาศให้สังคมชื่นชม ดังนั้นการพูดใดๆ ขอให้คำนึงถึงความเป็นธรรม หากจะพูดเอาหล่อ เอาดีคนเดียวใครก็พูดได้ แต่อยากมองให้เห็นเพื่อนรอบข้างสิ่งที่เหมาะสมยินดีจะรับไว้เป็นข้อสังเกตเพื่อปฏิบัติด้วยความเรียบร้อย” นายสนอง อภิปราย
ขณะที่นพ.วรงค์ ชี้แจงต่อว่า เงินภาษีของประชาชนที่จ่ายเป็นกองทุนให้อดีตสมาชิกรัฐสภา ปีละ 400-500 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้สส.ทุกคนไม่รวย แต่พอดูแลตัวเองได้ ตนไม่มีเงินมาก แต่พอดูแลตัวเองได้ เพราะตนไม่โลภ ไม่คิดเข้ามาโกง ตนพอเพียงกับชีวิต ดังนั้นอย่าวัดว่าใครจนใครรวยแต่วัดที่สำนึกความรับผิดชอบต่อประชาชน


