“ศิริกัญญา” ไล่บี้กลางสภา ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้รัฐบาลยอมรับถังแตก จนต้องกู้เยียวยา ซัดแจก “คนละครึ่งพลัส” 30 ล้านคนไม่ตรงเป้า แถมสอดไส้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้าน ทั้งยังไม่มีโครงการชัดเจน ด้าน “ภราดร” ยันจำเป็นเร่งด่วน รับมือสงคราม-ค่าครองชีพ และทำตามรัฐธรรมนูญ
วันนี้(7 พ.ค. ) มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กระทู้สดถามนายกรัฐมนตรี ถึงการออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่าจากที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติตัวร่างพ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยความที่เป็นวาระลับปัจจุบันยังไม่มีใครเห็นเนื้อหาในร่างแต่อย่างไร แต่จากที่ได้ยินแต่ถ้อยคำของนายเอกนิติ นิตทัฑณ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แถลงว่าเงินดังกล่าวจะเอาไปทำอะไรบ้าง มีแผนงานอย่างไร บอกแค่ว่ามี 11 มาตรา ตนคิดว่าคงเป็นกระดาษเพียงไม่กี่หน้า จึงขอถามว่าจากตามแผนของรัฐบาลจะมีการกู้ 2 แผนโดยแผนแรกจะเป็นการช่วยและบรรเทาวงเงิน 2แสนล้านบาท และ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านจำนวน 2 แสนล้านบาท
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่าโดยหลักการตนเห็นด้วยว่าเราจำเป็นจะต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาประชาชน หากต้องกู้เพื่อเยียวยาผลกระทบความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเรื่องค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้นเราไม่ติด แต่เราติดใจเรื่องวงเงินและจะเอาไปใช้ทำอะไร ก่นหน้านี้มีการชี้แจงว่า 2 แสนล้านบาทแรกจะเอาไปโครงการคนละครึ่งพลัส แจกให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30ล้านคน ให้เงินสนับสนุนเดือนละ1 พันบาทระยะเวลาสี่เดือน งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 ล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ในภ เดือนแรกจะใช้ไป 172,800 ล้านบาท
“เรียกว่ากู้มาปุ๊บแจกหมดหน้าตักภายใน4 เดือน และยังมีหลักการ 5T คือ Target หรือมุ่งเป้ากำเนิด กลุ่มเป้าหมายชัดเจนถามว่าคนละครึ่ง30 ล้านคนนี้เป็นการมุ่งเป้าแบบใด ไปที่กลุ่มเป้าหมายไหน เราไม่ติดใจบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพราะเป็นกลุ่มเปราะบาง แต่หากจะแจกคนละครึ่งไม่ได้เข้ามุ่งเป้าและวิธีการลงทะเบียนยังเป็นแบบใครมาก่อนทำก่อน ไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าคนที่เดือดร้อนจะได้รับการช่วยเหลือหรือไม่ และคนที่ได้รับการช่วยเหลือเดือดร้อนจริงหรือเปล่า ขอถามว่าแผนการเยียวยาที่จะใช้เงินหมดหน้าตักนี้ โดยไม่ได้มุ่งเป้าตามที่แถลงแถมยังเป็นการแจกแบบสุ่ม แผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อย่างไรแน่"
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรีว่า จากที่เกิดวิกฤตสงครามส่งผลกระทบหลายละลอกที่สร้างภาระให้กับประชาชน จึงจำเป็นต้องออกพ.รงก.กู้เงิน4 แสนล้านบาท ในส่วนของเงินงบประมาณปกติปี 69 งบกลางสำรองฉุกเฉินเร่งด่วนวันนี้รัฐบาลเหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ไม่สามารถจะเยียวยาสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างถ้วนหน้า ส่วนการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณ เดิมรัฐบาลคาดว่าจะสามารถโอนงบประมาณสำหรับหน่วยงานที่ยังไม่ได้ใช้ใน 2-3 ไตรมาส คาดว่าจะได้ประมาณ 8-9 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อสำรวจดูคาดว่าจะเหลือ 2-3 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมงบกลางจะมีแค่เพียง4หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเยียวยาได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลหลักที่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว
นายภราดรกล่าวว่าเหตุที่เทหมดหน้าตัก เพราะจากที่ได้ประชุม 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย ธปท สภาพัฒฯ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ได้ประเมินสถานการณ์สงครามว่ายืดเยื้อระดับกลาง คือไม่จบภายใน 2-3 เดือนนี้แน่นอน แต่น่าจะประมาณกลางหรือสิ้นปีนี้ จึงเป็นเหตุให้เราต้องช่วยเหลือในช่วง4 เดือนนี้ เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากสภาวะสงคราม หากไม่มีการเยียวยาได้อย่างทันท่วงที สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือสภาวะข้าวยากหมากแพง ในขณะที่ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋าจับจ่าย เราไม่อยากเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้น จึงต้องมีมาตรการการแก้ไขปัญหาแบบเร่งด่วนนี้ก่อน
”ส่วนที่ถามว่าตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ก็ต้องถามตรงๆว่า ในประเทศนี้มีใครบ้างที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ผมเชื่อว่าทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด ที่เราให้ในโครงการคนละครึ่งพลัส30 ล้านคน เป็นการเพิ่มจำนวนให้ครอบคลุมมากขึ้นจากครั้งที่แล้ว เมื่อรวมกันจะเป็น 43.2 ล้านคน เป็นตัวเลขที่ใหญ่พอสมควร ประมาณ 70- 80% ของประชากร เชื่อว่าควบคุมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด"
ด้านนางสาวศิริกัญญากล่าวว่า รัฐบาลยอมรับแล้วว่าถังแตกไม่มีเงินมาเยียวยา แม้จะมีการโอนงบที่ตอนนี้ทราบแล้วว่าเหลือเพียง 2หมื่นล้านบาท และในพ.ร.ก.นี้ยังมีการระบุว่าจะรักษาหลักการที่จะต้องมีการตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่พูดเป็นการเยียวยาแบบเกือบทั่วหน้า ในภาวะที่เราถังแตกแบบนี้ยิ่งต้องใช้แบบระมัดระวังที่สุด และ4 เดือนหากไม่จบก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่รัฐบาลมีการยัดไส้ที่แผนที่สองเข้ามาคือปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2แสนล้านบาท ในสภาวะการคลังถังแตกแบบนี้ยังจะกู้สุดแรงเกิด แม้จะลดลงมาเหลือ4 แสนล้านแล้วก็ยังถือว่ามากอยู่ดี และมีการยัดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาอยู่ใน พ.ร.ก.กู้ด่วนนี้ด้วย ต้องถามว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานถ้าไม่ทำตอนนี้จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เชียวหรือ เพราะมันไม่ได้เร่งด่วนขนาดนั้น
จึงขอถามว่าความเร่งด่วนคืออะไร เพราะแผนนี้ยังไม่มีรายละเอียดโครงการที่จะมาใช้ แต่บอกว่าต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ได้ภายใน1 ปี โดยจะต้องกู้ให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2570 จะเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาดได้กี่เปอร์เซนต์จากเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ และจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปได้ขนาดไหน หากรออีก3 เดือนให้ไปอยู่ในงบประมาณประจำปี70 ตนคิดว่าไม่กระทบต่อความมั่นคงอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลย เพราะสถานการณ์ยังคงเหมือนเดิม หรือหากอยากจะกู้เงินใจจะขาดอีก 2 แสนล้านบาท ก็ควรแยกก้อนไปเลย โดยก้อนหนึ่งออกเป็นพ.ร.ก.กู้เพื่อเยียวยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้ถึง 2แสนล้านบาท และอีกก้อนออกเป็นพ.ร.บ.มีรายละเอียดชัดเจนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 จึงขอถามว่าเหตุผลใดรัฐบาลเจตนาสอดไส้ โครงการที่ไม่เร่งด่วนเข้ามาเช่นนี้ ทำให้ต้องกู้เงินถึง4 แสนล้านบาท ทั้งที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172
นายภราดรชี้แจง ว่าจากที่มีการประชุมของ4 หน่วยงานและมีแผนการคลังระยะปานกลาง ได้มีการทำแผนไว้โดยใส่เงินกู้4 แสนล้านบาทไปด้วย โดยแยกเป็น 2 ปีในส่วน พ.ร.บ.งบประมาณปกติก็ได้ทำตัวเลขใส่ไว้แล้ว ซึ่งมีการประมาณการทำให้เห็นชัดว่าภายใน 3-4 ปีนี้เพดานหนี้สาธารณะก็ยังไม่เกินที่กำหนด
ส่วนประเด็นเรื่องสอดไส้หรือไม่ ตนว่าจะเป็นการเร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่การมองจองครที่มาบริหารประเทศว่ามองเรื่องวิกฤตพลังงานในอนาคตแบบไหน และเร่งด่วนหรือไม่ ประชาชนได้รับผลกระทบจากเรื่องพลังงานแน่นอน และพลังงานไฟฟ้าที่ประชาชนต้องเสียค่าไฟแพงส่วนหนึ่งมาจากพลังงานฟอสซิลและแก๊สธรรมชาติ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายจะลดค่าครองชีพโดยจัดสรรขั้นบันไดของค่าไฟแบบบ้านเรือนเพื่อเป็นการลดภาระ โดยตั้งใจที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยจะพยายามลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลให้มากที่สุด และไปสนับสนุนพลังงานสะอาด เน้นที่พลังงานแสงอาทิตย์ เชื่อว่าหลายกระทรวงจะมีโครงการเข้ามาหลังจากที่พ.ร.ก.นี้มีการบังคับใช้ โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองโครงการและทำให้รวดเร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องนี้ จึงเป็นแผนเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว
ส่วนเหตุที่ไม่ใช้งบประมาณปี 70 เพราะอยู่ในช่วงการเร่งรัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี70 ให้เสร็จทัน วันที่ 1 ต.ค. 69 เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้เงินของงบปี 69 พลาง ดังนั้นการให้หน่วยงานต่างๆเสนอโครงการเข้ามานั้นทำไม่ทัน เพราะสำนักงบประมาณได้ให้หน่วยงานต่างๆส่งคำขอเข้ามาเมื่อวันที่ 1 พ.ค. โดยหน่วยงานได้มีการของบเกี่ยวกับการเปลี่ยนถ่ายพลังงานไปไม่มาก เนื่องจากเวลาจำกัด เราจึงจำเป็นต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนถ่ายพลังงานและสร้างความยั่งยืนในการใช้พลังงานสะอาด
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า การที่ชี้แจงว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดไม่ทันใส่ในงบปี 70 แสดงให้เห็นว่าโครงการที่จะอยู่ในแผนสองในการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดยังเป็นวุ้นอยู่เลย ไม่มีโครงการใดอยู่ในมือ แค่เป็นแผนลอยๆ ขึ้นมาเป็นการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาลใช้กลไกคณะกรรมการที่เต็มไปด้วยข้าราชการประจำ พิจารณาว่าโครงการใดได้ไปต่อ เป็นการคิดไปทำไปไม่ได้สะท้อนว่าหากไม่ทำวันนี้แล้วจะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลไม่ควรพ.ร.ก.พร่ำเพื่อ เพราะการใช้อำนาจออกกฎหมายดังกล่าวเป็นการทำงานแบบข้ามหัวสภา สส.ไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบให้ความเห็น หากจะต้องออกเพื่อเยียวยา พวกเราไม่ติดใจแต่ควรออกให้น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อไปทุ่มกับการทำคนละครึ่ง 1.2แสนแล้วเก็บกระสุนเอาไว้ให้กับกลุ่มที่ตรงเป้าหมายแทน
“แต่นี่ 4 เดือนใช้หมด 4แสนล้าน เชื่อว่าอย่างไรก็มีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อและวิกฤตจะไม่จบภายใน4 เดือนนี้แน่นอน แต่กระสุนก็จะไม่เหลือให้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แถมจะกู้ใหม่ก็ไม่ได้อีก เพราะนี่เป็นเม็ดเงินสุดท้ายที่เราสามารถออกเป็นกฎหมายกู้เงินได้ ไม่ใช่แค่หนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน แต่ดอกเบี้ยก็บานด้วย ถึงแม้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1% แต่แนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อสภาวะเงินเฟ้อสูง ถามว่าที่ผ่านมามีการประกาศว่าจะกู้แต่ภายในประเทศ มีแผนจะใช้ หนี้เป็นอย่างไร ในอนาคตเพราะไม่มีความชัดเจนว่าจะมีความสามารถจัดเก็บรายได้อย่างไรเพิ่มเติม มีแผนภาษีในอนาคตหรือไม่"
ฝ่ายนายภราดรชี้แจงว่าเรื่องตีเช็กเปล่า เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป ยืนยันเราได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน ส่วนเร่งด่วนเพียงพอหรือไม่ยอมรับว่าเราจะใช้ ก้อนแรก 1.7 แสนล้านภายใน4เดือน เพราะต้องการเยียวยาประชาชนระยะสั้น หากไม่เยียวยาตอนนี้จะไปเยียวยาเมื่อไหร่ จะรอให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยหาแนวทางเยียวยาแบบนั้นหรือ วันนี้อยู่ในช่วงสถานการณ์ที่จำเป็นที่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วย เชื่อว่าถึงมือประชาชนทุกเม็ดทุกบาท
ส่วนแผนการกู้และแผนการใช้หนี้การกู้เงินในประเทศดอกเบี้ยคาดว่าอยู่ที่ 1.3% เท่านั้น ถือว่าถูกมาก ส่วนแผนใช้หนี้ตามปกติจะตั้งในงบประมาณปีถัดไป 4% ของงบรายจ่ายโดยใช้เงินต้นประมาณ 1.5 แสนล้าน ส่วนดอกเบี้ยต่างหากซึ่งเป็นวิธีบริหารจัดการของรัฐบาลตลอดที่ผ่านมา และย้ำว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านของรัฐบาลครั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172
ด้าน น.ส.ศิริกัญญาฝากไปยังรัฐบาลว่าอย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันแล้วมาสอดไส้ยัดไส้โครงการที่ไม่ได้เร่งด่วน เพียงเพื่อหวังผลอื่นๆ หรือไม่ตนไม่มั่นใจ และหากมีการให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการกู้จะมีปัญหาในภายหลังก็อย่าเอาการเยียวยาประชาชนมาเป็นข้ออ้าง แต่เป็นรัฐบาลเองที่ไม่ยอมแยกพ.ร.ก.ออกจากพ.ร.บ.ในส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากเกิดผลอะไรเกิดขึ้นก็เป็นรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ


