xs
xsm
sm
md
lg

น้ำตา "มาดามเก่ง" เปิดความจริงที่มีเพียงหนึ่งเดียวถึง "โทน บางแค" เก๊ตาเปล่า!? ** รัฐบาลอนุทิน ซุ่มออกกฎหมายขายชาติ รองรับแลนด์บริดจ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว


++ น้ำตา "มาดามเก่ง" เปิดความจริงที่มีเพียงหนึ่งเดียวถึง "โทน บางแค" เก๊ตาเปล่า!? 

สะเทือนวงการพระเครื่องต่อเนื่องกันเลยทีเดียว หลังจากเกิดข้อพิพาทระหว่าง นายโทนทอง สุขแก่น หรือที่รู้จักกันในนาม "โทน บางแค" เซียนพระชื่อดัง และ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ "มาดามเก่ง" นักธุรกิจหญิงพันล้าน เจ้าของบริษัท เอ็ม.ซี.เอส. สตีล จำกัด (มหาชน)

เหตุการณ์นี้ยังลุกลามไปถึงการพาดพิงเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงอย่าง "บิ๊กเต่า" พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ซึ่งเข้ามามีบทบาทเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย ซึ่งวันก่อนเจ้าตัวไม่สามารถพูดอะไรได้มาก ให้รอฟังจากปากผู้เสียหายเอง

และแล้วก็เป็นไปตามนัด เมื่อวานนี้ "มาดามเก่ง" ได้ปรากฏตัวพร้อมทนายความ และเพื่อนรุ่นพี่ร่วมโรงเรียนชาวแปดริ้ว ด้วยกันอย่าง "นายกอุ๊" วัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ เซียนพระชื่อดัง เพื่อแถลงข่าวเปิดใจถึงมหากาพย์หนี้สิน ที่พัวพันกับเซียนพระชื่อดัง "โทน บางแค"


ภาพที่ทำให้หลายคนต้องอึ้ง คือ การที่ "มาดามเก่ง" ยกมือไหว้พร้อมหลั่งน้ำตา ขอโทษ "บิ๊กเต่า" พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบ.บชก. ที่ต้องมาเดือดร้อนและถูกหางเลข โดน "โทน บางแค" ฟ้องไปด้วย

งานนี้มาดามเก่ง ยืนยันชัดเจนว่า "บิ๊กเต่า" ไม่เคยเรียกรับเงินแม้แต่บาทเดียว และการเจรจาที่ผ่านมาก็เป็นเพียงการพูดคุยเพื่อหาทางออก ไม่ได้มีการข่มขู่ หรือยืมมือตำรวจมาทวงหนี้ตามที่ฝ่าย "โทน บางแค" โหมประโคม โครมๆ แต่อย่างใด

ท่ามกลางความกระหายใคร่รู้ของสื่อ ไฮไลต์เด็ดที่ทำเอาวงการต้องจับตามอง คือ การเปิดโปงพฤติกรรมของ "โทน บางแค" ที่ มาดามเก่ง ลั่นวาจาว่า "ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว" เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่าเซียนพระคนนี้ เป็น "คนจริง" หรือ "คนเก๊" กันแน่ !?

ย้อนกลับไป ปี 2565 จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่าง"มาดามเก่ง" กับ "น้องโทน" เริ่มจากการขายรถเบนท์ลีย์ รวมทะเบียนเลขสวย "9999" มูลค่า 28 ล้านบาท ซึ่ง "โทน บางแค" ขอจ่ายด้วยเช็ค แบ่งเป็นงวดๆ จากนั้นก็มีการทำธุรกรรมซื้อขายของหรูต่อเนื่อง

ทั้งนาฬิกา กระเป๋าแบรนด์เนม ต่างกรรมต่างวาระ อีกหลายรายการ

เรื่องมาพีคสุดๆ เมื่อ "โทน บางแค" ขอยืมเงิน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะไปลงทุนผลิตกล้องส่องพระ และจะแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับ "มาดามเก่ง" เป็นกล้องล็อตนี้ 500ตัว ซึ่งเซียนพระดัง ก็ขอเงื่อนไขจ่ายด้วยเช็ค หลายงวดเช่นเคย


จากเงินกู้ 100 ล้าน รวมรถหรู นาฬิกา และของแบรนด์ รวมมูลหนี้ก้อนนี้กว่า 180 ล้าน "โทน บางแค" สัญญาจะจ่ายด้วยเช็ค แต่สุดท้ายเช็คกลับเด้ง! และเด้งแล้ว เด้งอีก เด้งกันไม่ไหว
หนี้เก่ายังไม่ใช้ หนี้ใหม่ก็งอกอีก จากลูกหนี้เซียนพระในวงการของ "มาดามเก่ง" ที่จ่ายหนี้ด้วยเช็คของ "โทน" มารวมๆกลับกลายทำให้ "โทน" เป็นหนี้มาดามรวมก้อนโตถึง 300 ล้าน

หลังมีปัญหาเช็คเด้ง ก็มีการเจรจาปรับ "รับสภาพหนี้" กันใหม่ ด้วยความใจกว้าง ใจดีของ “มาดามเก่ง” ต่อเซียนพระรุ่นน้อง จนมาถึงจุดที่ไปต่อกันไม่ได้ เมื่อมารู้ว่า หลักทรัพย์ที่ "โทน บางแค" นำมาค้ำ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตีมูลค่าไว้สูงถึง 120 ล้าน แต่พอประเมินจริงกลับมีมูลค่าแค่ 60 ล้านบาท แถมช่วงที่เช็คเด้งแล้วมีการปรับ"รับสภาพหนี้" กันใหม่ "โทน" ยังเอาพระพุทธรูป และอื่นๆ รวม 152 รายการ มาค้ำประกันหนี้ก้อนอื่น อ้างว่า มูลค่า 400-500 ล้านบาท แต่พอให้ผู้เชี่ยวชาญ ตีราคา กลับเหลือแค่ 35-40 ล้านบาท เท่านั้น!

"มาดามเก่ง" จึงไม่ไหวจะทน เพราะตอนให้ยืม ก็เป็นเงินสดๆ เป็นร้อยล้าน ข้าวของต่างๆ เจรจาขอคืนเพื่อลดยอดหนี้ลง เซียนใหญ่ก็บอกจำนำไปหมดแล้ว แต่ความเป็นไปชาวโซเชียลฯ กับเห็นของแบรนด์เนม ซึ่งเป็นของมาดามเก่ง ถูกโพสต์โชว์สถานะอวดฐานะอู้ฟู้ จึงเจ็บปวดหัวใจยิ่ง

ที่เจ็บปวดหนักเข้าไปอีก การเจรจาปรับหนี้ในปีนี้ ก่อนที่จะมาถึงจุดที่ "โทน" บอกว่าข่มขู่ โทน ได้นำพระจำนวนหนึ่งอ้างว่ามีมูลค่าสูงถึง 66 ล้านบาท มาวางเพิ่ม แต่ก็เหมือนเดิม มูลค่าจริงกลับติงนัง ไม่ได้สูงตามราคาคุย และเมื่อถึงกำหนดจ่ายเช็ค ก็เด้งอีก จนมาดามเก่ง ต้องประสบปัญหาสภาพคล่อง และเครียดหนัก

"เงินเป็นร้อยล้าน แถมยังโดนแจ้งความกลับอีก จะไม่เสียใจและร้องไห้เหมือนวันนี้ ก็เก่งแล้ว พูดตรงๆ" ประโยคนี้ของ มาดามเก่ง สะท้อนความอัดอั้นตันใจ ได้อย่างดี

ที่น่าติดตามต่อคือ กรณี "มาดามเก่ง" กับลูกหนี้เซียนพระ ไม่ได้มีแค่ "โทน บางแค" ยังมีข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มนี้ ที่เธอเรียกว่า "9 เซียนลูกหนี้" ซึ่งมีภาระหนี้จำนวนมาก และกำลังถูกติดตามทวงถาม

งานนี้บอกเลยว่า วงการพระเครื่องมีหนาวๆ ร้อนๆ แน่นอน เพราะเป็นคดีที่ "บิ๊กเต่า" จั่วหัวไว้แล้วว่า มีพฤติการณ์ที่เรียกว่า "เซียนกระดาษเปล่า" กลโกงหลอกเหยื่อที่ไม่ต่างกับสแกมเมอร์ โดยสร้างความเสียหายให้กับคนในวงการพระ กว่า 5 พันล้าน
บทสรุปของมหากาพย์หนี้สินครั้งนี้ จะเป็นอย่างไร "ความจริงที่มีเพียงหนึ่งเดียว" จะเปิดเผยธาตุแท้ของใครบ้าง สังคมคงต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ งานนี้ มีคนหน้าแตกและอาจถึงขั้นหมดอนาคตในวงการได้เลยทีเดียว!


++ รัฐบาลอนุทิน ซุ่มออกกฎหมายขายชาติ รองรับแลนด์บริดจ์
นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งตั้งรัฐบาลเสร็จ บริหารได้ไม่ทันไร ก็โพล่งว่าจะผลักดันเมกะโปรเจกต์ ล้านล้านบาท “โครงการแลนด์บริดจ์” เชื่อมทะเลอ่าวไทย กับอันดามัน ช่วง จ.ชุมพร ต่อเนื่อง จ.ระนอง

ช่วงหาเสียงไม่เคยพูดถึง ในการแถลงนโยบายต่อสภาฯก็ไม่มีเรื่องนี้ แล้วอยู่ดีๆ ก็โผล่ขึ้นมา โดย “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯควบรมว.คมนาคม คนที่ “รวยไม่ไหวแล้ว” ในช่วงที่น้ำมันราคาพุ่ง

เมื่อเห็นหน้า “พิพัฒน์” ลอยมาคู่กับโครงการแลนด์บริดจ์ กระแสต้านก็เกิดขึ้นทันที

เพราะประชาชน ระแวง ไม่ไว้ใจ ไม่มีข้อมูลรายละเอียด ว่ารูปแบบโครงการจะเป็นอย่างไร ยิ่งเห็นหน้าคนผลักดัน ก็ยิ่งยี้
เพื่อลดกระแสต้าน “อนุทิน ชาญวีรกูล” จึงตั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธานขึ้นมาศึกษารายละเอียด และผลกระทบต่างๆ แนวทางแก้ปัญหา อ้างว่าเพื่อให้สอดคล้อง กับบริบทของโลกปัจจุบัน เพราะสิ่งที่เคยศึกษาไว้ก่อนหน้านี้มันล้าสมัยไปแล้ว


วงในบอกว่า รัฐบาลเอาแน่กับโครงการนี้ เพราะคนในเครือข่ายได้ซื้อที่ดิน เตรียมไว้เก็งกำไรมาหลายปี ตอนนี้กำลังจะถึงเวลา ...รวยกันไม่ไหวแล้ว!
ระหว่างที่ให้ “เอกนิติ” ไปทำการศึกษายื้อเวลาอยู่นั้น รัฐบาลก็ซุ่มออกกฎหมายที่จะนำมาใช้ดึงดูดนักลงทุน ให้สอดคล้องกับโครงการนี้โดยเฉพาะ คือ ร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC

ในร่างกฎหมายนี้ซุกซ่อนสาระสำคัญบางอย่างไว้ ที่จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ”รัฐซ้อนรัฐ“ “เอื้อประโยชน์ทุนต่างชาติ” ประกาศใช้เมื่อไร จะกลายเป็นหายนะของประเทศไทยทันที

อาทิ ...ให้ต่างเช่าที่ดินได้ 99 ปี ... สามารถเอาที่ดิน สปก. เเละที่ราชพัสดุ ไปใช้ทำอุตสาหกรรมได้ ...สามารถยกเลิกผังเมือง เพื่อสนับสนุนการทำอุตสาหกรรมได้... เร่งรัดการพิจารณา EIA/EHIA ให้เสร็จภายใน 120 วัน

ยกเลิกอาชีพที่สงวนไว้ซึ่งคนไทย ให้ต่างชาติทำได้ เช่น ตัดผม บัญชี นำเที่ยว เป็นต้น ...ให้ต่างชาติทำรายงาน EIA/EHIA ได้ ... ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สามารถใช้เงินต่างประเทศเเลกเปลี่ยนได้ ... ต่างชาติสามารถพำนักในไทยได้ระยะยาว ... ละเว้นกฎหมายปกติ 16 ฉบับ เช่น กฎหมายขุดดินถมดิน เป็นต้น ฯลฯ

เห็นเนื้อหา ของกฎหมายแล้วได้แต่คิดว่า ทำไมช่างเหิมเกริมกันขนาดนี้

ระหว่างนี้ ยังให้ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา อดีตโฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ออกมาปฏิบัติการ “ไอโอ” โดยล่าสุดได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ...

มากันแล้วตามสูตร ยกประเด็น “ชาตินิยม” ขวางสร้างแลนด์บริดจ์

ไม่เอาท่าเรือ ไม่เอาคลังสินค้า ไม่เอาถนน ไม่เอาทางรถไฟ ไม่เอานิคมอุตสาหกรรม ไม่เอาตำแหน่งงาน ไม่เอา GDP ไม่เอาเศรษฐกิจใหม่ ไม่เอาอะไรเลย...

อยากเก็บแผ่นดินเปล่าๆ ไว้ รอดูลูกหลานออกไปหาโอกาสนอกประเทศ ที่ยังอยู่ ก็ก้มหน้าหางานค่าแรงถูกต่อไป
“โบว์ ณัฏฐา” ยังโพสต์ข้อความใต้คอมเมนต์ ว่า แลนด์บริดจ์ ไม่ได้เป็นแค่แลนด์บริดจ์ คลังสินค้าตรงนั้น สามารถเป็นที่พักสินค้า และกลายเป็นจุดจ่ายสินค้าหลักได้ จะออกขวา ออกซ้าย ไปได้หมด ยังไม่นับว่าเป็นการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด คนภาคใต้ลืมตาอ้าปากได้ ผลเป็นโดมิโน โตกันทั้งประเทศ !


“แลนด์บริดจ์ เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ช่วยให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียกับภูมิภาคอาเซียน จีน ทะเลจีนใต้ และตะวันออกไกล
ข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม สามารถจัดการได้ด้วย งบประมาณ ส่วนเรื่องการให้ต่างชาติเช่าที่ดิน ก็เป็นกลไกปกติในการดึงดูดการลงทุน

หากไทยไม่ทำ แล้วเมียนมาทำสำเร็จ ประเทศไทยจะสูญเสียความได้เปรียบไปอีกนาน

หากล้มโครงการนี้ ถือว่าเป็นความสูญเสียที่ประเมินค่ามิได้

เป็นไง ปฏิบัติการไอโอ ของ“โบว์” ชวนเคลิบเคลิ้มหรือไม่ ?!

แต่เมื่อย้อนกลับไปดู ร่าง พ.ร.บ. SEC ที่เปรียบเสมือน “ไพ่ลับ” ที่รัฐบาลอนุทินพยายามผลักดันอยู่ในตอนนี้ ด้วยความกระหยิ่มใจ ว่ารัฐบาลสีน้ำเงินคุม ได้เบ็ดเสร็จ ทั้งสภาล่าง สภาสูง เขียนยังไงก็ได้ ผ่านฉลุยแน่!

ดูเอาเถอะ ...หากกฎหมาย SEC ประกาศใช้ได้ จะไปต่างอะไรกับการตีเช็คเปล่าให้นายทุน ให้ทุนต่างชาติมายึดเเผ่นดินไทย

แล้วอย่างนี้ ประชาชนคนไทย จะยอมได้หรือ!?