xs
xsm
sm
md
lg

“นักวิชาการ“หนุน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล. ชี้รัฐต้องกล้าตัดสินใจรับมือวิกฤตโลก-วางรากฐานพลังงานอนาคต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ผศ.ดร.เชษฐา ”หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล.รับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจโลก ชี้เป็นมาตรการเชิงรุกช่วยพยุงเศรษฐกิจ ลดผลกระทบประชาชน และวางฐานพลังงานสะอาดในอนาคต ย้ำจุดสำคัญอยู่ที่ความโปร่งใสและการใช้เงินให้เกิดผลจริง

วันนี้(6 พ.ค.) ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ว่า ถือเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการประคองประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวนรุนแรง ทั้งราคาพลังงาน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบจากสงครามในหลายภูมิภาค

ผศ.ดร.เชษฐาระบุว่า สิ่งสำคัญของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงตัวเลข 4 แสนล้านบาท แต่คือแนวคิดในการบริหารวิกฤต ที่รัฐบาลเลือกใช้เครื่องมือทางการคลังเชิงรุก เพื่อพยุงเศรษฐกิจและเตรียมโครงสร้างประเทศสำหรับอนาคต มากกว่าปล่อยให้ผลกระทบลุกลามจนกระทบประชาชนในวงกว้าง

“ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ การไม่ทำอะไรเลย อาจเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่า รัฐบาลจึงจำเป็นต้องตัดสินใจเร็ว และใช้มาตรการที่เพียงพอต่อการประคองประเทศ” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

ทั้งนี้ ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า จุดแข็งของการกู้ครั้งนี้ คือการออกแบบระบบกู้แบบ “ทยอยกู้” ตามความจำเป็นของแต่ละโครงการ ไม่ใช่กู้เงินก้อนใหญ่มาพักค้างไว้ โดยจะทยอยดำเนินการเมื่อโครงการผ่านการอนุมัติแล้วเท่านั้น ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่ไม่จำเป็น และสะท้อนแนวคิดการบริหารการคลังแบบมีวินัยมากขึ้น นอกจากนี้ การกู้เงินทั้งหมดจะเป็นการกู้ภายในประเทศ ช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและลดการพึ่งพาเงินทุนต่างชาติ ขณะเดียวกันยังมีการกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินอย่างชัดเจน ทำให้แตกต่างจากการกู้ในลักษณะกว้าง ๆ ที่อาจถูกตั้งคำถามเรื่องทิศทางการใช้เงิน

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า โครงสร้างของ พ.ร.ก.ครั้งนี้ วางเป้าหมายไว้ 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตโลก และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว โดยส่วนแรก จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน พยุงผู้ประกอบการ และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง จะถูกใช้เป็นทุนตั้งต้นในการสนับสนุนพลังงานสะอาด การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต

“หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย นี่จะไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการใช้วิกฤตเป็นจังหวะในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งสำคัญ” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.เชษฐามองว่าแม้แนวทางของรัฐบาลจะมีทิศทางเชิงบวก แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาวินัยทางการคลังและความโปร่งใสในการใช้เงิน โดยเสนอให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการแบบเรียลไทม์ ทั้งวงเงิน เป้าหมาย และหน่วยงานรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบได้ การเบิกจ่ายควรผูกกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงผ่านขั้นตอนราชการเท่านั้น เพื่อให้เงินกู้สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและประชาชนได้อย่างแท้จริง

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ถือเป็นบททดสอบสำคัญของการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต ว่ารัฐบาลจะสามารถใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อ “พยุงปัจจุบัน และสร้างอนาคต” ไปพร้อมกันได้หรือไม่ โดยหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การกู้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบริหารเงินกู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน“ผศ.ดร.เชษฐากล่าว