เมืองไทย 360 องศา
ต้องบอกว่านาทีนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเต็มตัวกับโครงการ “แลนด์บริดจ์” ที่ไม่ใช่แค่ท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพร และอันดามันที่จังหวัดระนอง ไม่ใช่แค่การสร้างสะพานเศรษฐกิจที่มี รางรถไฟขนาดมาตรฐาน ถนนมอเตอร์เวย์ ระบบท่อส่งน้ำมัน แต่จะเพิ่มขนาดพื้นที่ในแบบเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ “ระเบียงเศณษฐกิจพิเศษภาคใต้” เอสอีซี รวมเอาจังหวัด สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เข้าไปด้วย เพื่อเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ส่วนรายละเอียดของโครงการนอกเหนือจากนี้ คงจะมีเพิ่มเติมออกมา
อย่างไรก็ดี ด้วยโครงการที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเกือบล้านล้านบาท โดยหลักการบอกว่าจะไม่ใช้เงินงบประมาณเป็นหลัก แต่จะใช้วิธีร่วมทุนแบบ พีพีพี รวมไปถึงให้เอกชนลงทุนแลกกับสัมปทานจากเดิมที่จะมีอายุ 99 ปีก็ลดลงมาเหลือ 50 ปี อะไรประมาณนี้
เมื่อพิจารณาท่าทีแล้วว่า “เอาแน่” ก็ต้องเริ่มเดินหน้า แต่ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งก็เริ่มมีเสียงคัดค้าน เสียงวิจารณ์ดังออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รัฐบาลต้อง “ตั้งหลักใหม่” ดำเนินการให้รัดกุมกว่าเดิม จากเดิมที่เคยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็น “หัวขบวน” ขับเคลื่อน
ล่าสุดก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดย มีการแต่งตั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์อย่างรอบด้าน ใช้เวลา 90 วัน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยว่า เรื่องแลนด์บริดจ์ จะตั้งนายเอกนิติ เป็นประธานคณะกรรมการในการศึกษา และเร่งสรุปผลการศึกษา ให้กลับมาภายใน 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกในปัจจุบัน
ผลการศึกษาฉบับเก่าที่เคยทํามาสมัยก่อนนั้นก็อยู่บนสถานการณ์ของโลกอีกบทหนึ่ง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนแล้ว ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ เราจะสามารถทําให้ประเทศไทยไม่ต้องมีผลกระทบใดๆ หรือมีให้น้อยที่สุด หากเกิดความขัดแย้ง หากเกิดสถานการณ์อะไรต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของคนอื่น แล้วประเทศไทยเราต้องมาได้รับผลกระทบด้วย ก็ต้องหาจุด หายุทธศาสตร์อะไรต่าง ๆ ที่ทําให้ยืนอยู่บนลําแข้งของตัวเองได้ และถ้าจะมีผลกระทบให้มีน้อยที่สุด
เมื่อถามว่า การตั้งนายเอกนิติ เพื่อให้ไปศึกษา จะเป็นรูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องดูทุกรูปแบบ ดูทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งเรื่องการคุ้มค่าของการลงทุน เรื่องรูปแบบของโลจิสติกส์ ดูทั้งเรื่องของสิ่งที่จะมาผูกกับแลนด์บริดจ์ ถ้าจะไปเอาเฉพาะเรื่องของคาร์โก้ เรื่องคอนเทนเนอร์ เรื่องของการขนส่ง อาจจะไม่คุ้มทุน แต่ว่าจะไปดูทุนอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องดูในเรื่องความสะดวก มันอาจจะไม่คุ้มทุนตรงนี้ แต่มีเรื่องอื่นเข้ามาที่จะทําให้ภาพรวมทั้งหลายเกิดความคุ้มค่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่นายเอกนิติ จะไปศึกษา ตนให้ท่านเป็นคนเลือกหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะมาร่วมศึกษากับท่าน
ถามว่า ภายใน 90 วัน จะไฟนอลแล้วหรือไม่ จะไม่มีการศึกษาอะไรเพิ่มเติมจากนี้ นายกฯ ตอบว่า เดี๋ยวดูผลการศึกษาก่อน ขอให้ใจเย็นๆ แลนด์บริดจ์ ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ มันเป็นนโยบาย ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้สําหรับพรรคภูมิใจไทยหรือสําหรับแฟนๆ พรรคภูมิใจไทยต้องถือว่าเป็นเรื่องเก่าด้วยซ้ำ เราพูดมาตั้งแต่ปี 2562 อยู่ในแผนการหาเสียงปี 2562 และสมัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรมว.คมนาคม ในรัฐบาลที่แล้วท่านก็ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาและตั้งใจที่จะทําให้ได้เกิดขึ้น ก็เป็นงานที่ต่อเนื่องกัน
เมื่อถามว่า ประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัด จะยื่นหนังสือคัดค้านกับสส.ในพื้นที่ ว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ นายกฯ กล่าวว่า "ครับ ก็มีคนเห็นด้วยครับ ทุกอย่างอยู่ที่ข้อมูล อยู่ที่ผลการศึกษา อยู่ที่การคุ้มทุน อยู่ที่จะหาพาร์ตเนอร์มาเป็นลักษณะการลงทุนแบบไหน อยู่ที่รูปแบบ ประโยชน์ใช้สอยของโครงการแลนด์บริดจ์ จะมีประโยชน์ใช้สอยทําอย่างไรให้ได้มากที่สุด อย่างที่ผมเคยพูด เราไม่มีน้ำมันแต่เรามีอาหาร ทุกๆวันนี้ประเทศไทยก็ต้องเริ่มที่จะหันไปขายความมั่นคงทางอาหารให้กับทั่วโลก เพราะฉะนั้นโครงการแบบนี้จะทําให้ระบบการขนส่ง ถ้าอาหารของเราเป็นอาหารสด เป็นผลไม้ เป็นพืชผลทางการเกษตร ถ้ามีโครงการแลนด์บริดจ์ สิ่งเหล่านี้จะทําให้ไปถึงที่หมายปลายทางได้เร็วกว่าเส้นทางเดิมหรือเปล่า” นายกฯกล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า ตอนนั้นที่เราพูดกันตอนปี2562 ไม่เคยมีใครมาขู่ว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะปิด ช่องแคบมะละกาจะมีการเก็บค่าผ่านทาง ไม่เคยมีใครมาแสดงความเป็นเจ้าของอย่างนี้ เพราะฉะนั้นในเมื่อสิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันนี้ เราก็ต้องมาดูว่าเราจะมีกลไกอันไหน มีทรัพยากรอันไหนที่จะทําให้เราไม่ต้องไปพึ่งพาคนที่ไม่พอใจ อะไรก็จะมาขู่ ไม่พอใจอะไรก็จะมาขึ้นนู่นขึ้นนั่น ประเทศไทยเราก็จะกินน้ําใต้ศอกอยู่ตลอด เราก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบของเราบ้าง
จากคำพูดของ นายอนุทิน ข้างต้น ทำให้เห็นว่า รัฐบาลเดินหน้าโครงการ “แลนด์บริดจ์อย่างเต็มตัว โดยจะมีการขยายขอบข่ายกว้างกว่าเดิม มีพื้นที่เพิ่มคือรวมจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เข้าไปด้วย และอาจเน้นในเรื่องอุตสาหกรรมด้านอาการเพิ่มเติมเข้าไปด้วย
ขณะที่การศึกษาจะมีการศึกษาแบบรอบด้าน ใหม่ทั้งหมด โดยนายอนุทิน อ้างว่า สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องช่องแคบ จนกระทั่งเกิดสงครามในตะวันออกกลาง และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุช และมีการท่าทีว่าอาจจะมีการเก็บค่าผ่านช่องแคบมะละกา จนเกิดความเสี่ยงทั้งด้านขนส่งสินค้า และพลังงานของไทย และทั่วโลก
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าติดตามก็คือ การ “ปรับหัวขบวนใหม่” จากเดิมที่มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อาจเป็นเพราะต้องการเลี่ยงบรรยากาศการเมือง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม เพราะต้องไม่ลืมว่าโครงการดังกล่าว ย่อมเกี่ยวพันไปถึงเรื่อง “การเมือง การพัฒนาภาคใต้” ระหว่างพรรคการเมืองคู่แข่งแบบเลี่ยงไม่ได้
เมื่อพิจารณาจากสัญญาณฝ่ายรัฐบาลที่เน้นความรัดกุมกว่าเดิม โดยให้ นายเอกนิติ เป็นประธานคณะกรรมการศึกษารายละเอียดแบบรอบด้านครั้งนี้เหมือนกับ “หยุดทบทวนชั่วคราว” ใช้ผลการศึกษาให้รอบด้าน เพื่อเป็นหลังพิง ใช้เป็นเหตุผลในการเดินหน้าโครงการ
ดังนั้นการ “ปรับท่าที” ของรัฐบาล ต่อโครงการ “แลนด์บริดจ์” เหมือนกับเน้นความรัดกุม ก่อนที่จะบานปลาย เกิดแรงต้านขยายวงตั้งแต่เริ่ม ทั้งที่ผลสำรวจที่ออกมาชาวบ้านภาคใต้ส่วนใหญ่เห็นด้วย เพียงแต่ว่ากังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่า การที่ตั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เหมือนกับการดึงเอา “เครดิต” และความน่าเชื่อถือเข้ามานำขบวน แทน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่ต้องเบรกเอาไว้ชั่วคราว อีกทั้งงานนี้มีเดิมพันสูงจะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด !!


