xs
xsm
sm
md
lg

“อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ศึกษาแลนด์บริดจ์ 90 วัน ยันไทยต้องยืนบนลำแข้งตนเอง รับสถานการณ์โลกบริบทใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายกรัฐมนตรี เผย ตั้ง “เอกนิติ” ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ 90 วัน ยืนยันไทยต้องยืนในลำแข้งของตนเอง รองรับสถานการณ์โลกในบริบทใหม่

วันนี้ (4 พ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า บรรดารัฐมนตรี ต่างสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตนเองจะตั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาและเร่งสรุปผลการศึกษามาใน 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกปัจจุบัน ซึ่งผลการศึกษาฉบับเก่าที่เคยทำมาสมัยก่อนนั้นก็อยู่บนก็อยู่บนสถานการณ์ของโลกอีกบทหนึ่งตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ การที่จะสามารถทำให้ประเทศไทยของเรา ได้รับผลกระทบใดๆ ให้น้อยที่สุด หากเกิดความขัดแย้งหรือเกิดสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นเรื่องของคนอื่นแล้วประเทศไทยต้องมารับผลกระทบจะต้องหาจุดยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ยืนอยู่ในลำแข้งของตนเองได้ถ้าจะมีผลกระทบจะต้องน้อยที่สุด

ส่วนการตั้ง นายเอกนิติ จะต้องให้ดูรูปแบบการลงทุนแบบ PPP ด้วยหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะต้องดูทุกรูปแบบการลงทุน ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ มีความคุ้มค่าของการลงทุน และดูทั้งรูปแบบโลจิสติกส์ รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ทั้งหมดหากจะเอาเฉพาะเรื่องคาร์โก้ ตู้คอนเทนเนอร์ของการขนส่ง อาจจะไม่คุ้มทุน ก็ไม่ได้จะมาดูแต่เรื่องทุนอย่างเดียว ต้องดูภาพรวมทั้งหมด ว่าเกิดความคุ้มค่าตรงจุดนี้ ซึ่งนายเอกนิติ จะต้องไปศึกษา โดยมอบหมายให้นายเอกนิติเลือกหน่วยงานต่างๆร่วมศึกษา

ส่วนการกำหนดระยะเวลา 90 วัน จะเพียงพอหรือไม่นั้นก็ต้องรอดูผลการศึกษาก่อน ต้องใจเย็นๆ ไม่ใช่โครงการนี้จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย หาเสียงตั้งแต่ปี 2562 และสมัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาก็ได้มีการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาตั้งใจจะทำให้เกิดขึ้นก็เป็นงานที่ต่อเนื่อง

ส่วนผลสำรวจโพลล่าสุด ระบุว่า ประชาชนเห็นด้วยแต่อยากให้รัฐบาลชี้แจงโครงการนี้ให้เข้าใจนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องมีการสื่อสารให้เห็นถึงคุณประโยชน์ซึ่งรัฐบาลจะทำงานด้านใดต้องเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อประเทศสำคัญที่สุด

ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดเตรียมยื่นหนังสือคัดค้านโครงการนี้นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ในเรื่องนี้มีคนเห็นด้วยทุกอย่างอยู่ที่ข้อมูลการศึกษา อยู่ที่ความคุ้มทุน อยู่ที่จะหาพาทเนอร์มาเป็นลักษณะการลงทุนแบบไหน อยู่ที่รูปแบบประโยชน์ใช้สอย ทำยังไงให้ให้โครงการนี้เกิดประโยชน์ใช้สอยให้มากที่สุดอย่าง ที่ตนเองเคยบอกเราไม่มีน้ำมันแต่เรามีอาหารทุกวันนี้ ประเทศไทยก็ต้องเริ่มหันไป ให้ความสำคัญในเรื่องการขายและส่งอาหารให้กับโลก เพราะฉะนั้นโครงการแบบนี้ก็จะทำให้ระบบการขนส่ง ถ้าอาหารของเราเป็นอาหารสดเป็นผลไม้ เป็นพืชผลทางการเกษตร ถ้ามีโครงการนี้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ไปถึงที่หมายปลายทางได้เร็วกว่าเส้นทางเดิมหรือไม่ และตอนนั้นที่มีการพูดคุยกันเมื่อปี 2562 ยังไม่เคยมีใครมาขู่ว่าช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบมะละกาจะเก็บค่าผ่านทางไม่เคยมีใครมาแสดงความเป็นเจ้าของ

“เมื่อสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นแล้วปัจจุบันนี้เราต้องมาดูว่าแล้วจะมีกลไกอันไหนจะมีทรัพยากรอันใดที่จะทำให้เราไม่ต้องไปพึ่งพา สิ่งที่คนไม่พอใจอะไรก็ขอปิด ไม่พอใจอะไรก็จะมาขึ้น ขึ้นนั่น ขึ้นนี้ ก็ต้องกินน้ำใต้ศอกอยู่ตลอดเปลี่ยนรูปแบบของเราบ้าง” นายอนุทิน กล่าว

ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าจะไปเอื้อการลงทุนนั้น นายอนุทิน ยืนยันว่า ทำงานมา 7-8 ปี ไม่มีเอื้อประโยชน์ใคร ทุกวันนี้ เหลือเพื่อนแค่ สส.

“เอาแค่ตรงนี้ก่อนดีกว่าเรื่องเอื้อพูดจนเบื่อแล้วไม่ เห็นใครสักที เคยเอื้อใครสัก 7-8 ปี ไม่เคยเอื้อใครมีแต่ขัดใจและทำให้เขาโกรธเพราะไม่ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพราะในเรื่องเอื้อ หรือเอาพวกพ้อง เพื่อนฝูง ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ตอนนี้ จะเหลือแต่ สส.แล้ว ข้างนอกไม่เหลือแล้ว” นายอนุทิน กล่าว