เมืองไทย 360 องศา
“แลนด์บริดจ์” เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงเวลานี้ และจะพูดกันต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่ หลังจากที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้หยิบยกขึ้นมาผลักดันอย่างรวดเร็ว โดยยืนยันจะต้อง “แจ้งเกิด” ให้ได้ในรัฐบาลนี้
โครงการที่คาดว่าใช้งบลงทุนราว 1 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นระดับ “บิ๊กโปรเจกต์” ระดับโลก หากมีการแจ้งเกิดสำเร็จ แต่ขณะเดียวกันกำลังเกิดเสียงวิจารณ์ และเสียงคัดค้านที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่าโครงการจะเกิดขึ้นได้หรือไม่
หากย้อนกลับไปพิจารณาโครงการ“แลนด์บริดจ์” เริ่มเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากที่มีแนวคิดที่จะ “ขุดคลอง” ในภาคใต้ ในจุดที่แคบเรียกว่าโครงการ “คลองไทย” ซึ่งก็จะคล้ายๆกับโครงการ “คอคอดกระ” ในอดีตนั่นแหละ โดยมีการให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติศึกษาโครงการโดยเน้นที่โครงการ “คลองไทย” ซึ่งต่อมา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ เคยแถลงเมื่อเร็วๆนี้ ว่า สภาพัฒน์เคยศึกษาเฉพาะโครงการ “คลองไทย” และผลการศึกษาสรุปว่า “ไม่คุ้ม” ไม่ใช่การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์
อย่างไรก็ดี สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ทางเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ได้แบ่งรับสู้ในการให้ความเห็น และเห็นว่าต้องมีการศึกษาใหม่ให้รอบด้าน เพราะเวลาเปลี่ยน และสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ย้อนกลับไป ถึงความเป็นมาอีกครั้งจะเห็นว่าเริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้นในยุคปลายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากจำกันได้ในยุคที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็มีการผลักดัน เพียงแต่ว่าได้เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองพร้อมๆ กับหมดยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
ต่อมาในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็มีการสานต่อ ทั้งในยุครัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาถึง รัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถือว่าชัดเจนมากขึ้น มีการตั้งทีมเดินสายพบนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะทุนจากตะวันออกกลาง และทุนจีน แต่ถึงอย่างไรด้วยสถานการณ์ในตอนนั้นเชื่อว่ายัง “เกิดขึ้นยาก” ในเรื่องความคุ้มทุน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แล้วทุกอย่างก็เริ่มเงียบหายไป
จนกระทั่งมาถึงยุครัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จู่ๆ ก็มีการเดินหน้าผลักดันอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ไม่ได้เปิดเป็นนโยบายของทั้งพรรคภูมิใจไทย และนโยบารัฐบาล โดย นายอนุทินเคยอ้างถึงสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป จากสงครามตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมไปถึงอาจเกิดปัญหาลุกลามมาที่ช่องแคบมะละกา โดยอ้างถึงคำพูดในเรื่องเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านช่องแคบ และย้ำว่าโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นการเพิ่มทางเลือกด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และการสร้างงานมหาศาล
ขณะเดียวกันหากมองในเชิงการเมืองแล้ว การผลักดันของพรรคภูมิใจไทยในนามรัฐบาล ที่กำลังขยายฐานทางภาคใต้ ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนไม่น้อย เพราะหากผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นจริงได้ย่อมต้องสร้างเครดิต เพราะด้วยงบประมาณมหาศาลราว 1 ล้านบ้านบาท ที่ขยายพื้นที่เพิ่มเติมจากเดิมไม่ใช่แค่สองฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพรกับฝั่งอันดามันที่จังหวัดระนองเท่านั้น แต่จะเป็นการรวมเอาโครงการ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้” หรือ เอสอีซี ที่ขยายพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เป็นต้น จะเห็นว่าเป็นพื้นที่ที่ใหญ่มากขึ้น
ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้สั่งเดินหน้าศึกษาอย่างเต็มตัว โดยมอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ไปศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งมีผลการศึกษาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้อัปเดต รวมถึงการไปรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่ ว่าโครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และมีความเห็นอย่างไร ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งนี้ในวันที่ 7-8 พฤษภาคม นี้ เขาจะลงพื้นที่จังหวัดชุมพร และระนอง เพื่อรับฟังความเห็นชาวบ้าน และคาดว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งแรก ที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา วันที่ 7-8 มิถุนายน เรื่องดังกล่าวน่าจะกลายเป็นวาระหลักแน่นอน
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากเสียงคัดค้านก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ทั้งจากพรรคการเมือง นักวิชาการบางกลุ่ม ที่ตั้งข้อสังเกตทั้งในเรื่องความคุ้มค่า เรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ที่มีฐานหลักทางภาคใต้ได้เริ่มออกตัวค้านรุนแรง โดยเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยสมาชิกพรรคหลายคน แถลงที่รัฐสภา คัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นญัตติด่วน ขอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากสะท้อนความเร่งรีบผิดปกติของรัฐบาล ที่จะผลักดันโครงการมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งที่ควรจะเป็นโครงการที่พิจารณาอย่างละเอียด โปร่งใส รอบคอบ และยังไม่มีข้อมูลชัดเจนให้พิจารณาศึกษา
เขาตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องแปลกที่ในนโยบายรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ที่นำเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ช่วงหาเสียง ไม่ปรากฏว่ามีโครงการดังกล่าว เป็นนโยบายของทั้งสองพรรค และเมื่อมาถึงการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ไม่ปรากฏว่าโครงการที่มีความสำคัญมากขนาดนี้ ซึ่งมีผลผูกพันงบประมาณของประเทศไปอีกหลาย 10 ปี ในอนาคต ถูกนำเสนอต่อรัฐสภาในขณะแถลงนโยบาย วันนี้กลับกลายเป็นโครงการที่รัฐบาลบอกให้ความสำคัญ เป็นโครงการระดับประเทศที่รัฐบาลพร้อมผลักดันทันที
“ทางพรรคประชาธิปัตย์ มีความกังวลในหลายมิติ โดยเฉพาะ สส.ภาคใต้หลายจังหวัด ที่ได้ร่วมกันลงนามในญัตติฉบับนี้ เพื่อสะท้อนความกังวลในเขตพื้นที่ที่มีต่อความความคุ้มค่าของโครงการ” นายกรณ์ กล่าว
แน่นอนว่า ไม่ว่าโครงการจะเกิดได้หรือไม่คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ แต่ที่สำคัญในเมื่อมีเรื่อง “ผลประโยชน์ทางการเมือง” เข้ามาเกี่ยวข้อง เชื่อว่าจะต้องเข้มข้นขึ้นไปอีกหลายเท่า เพราะไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องงัดขึ้นมาอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ได้มากที่สุด แต่ทุกอย่างก็ต้องขึ้นกับผลการศึกษาอย่างรอบด้าน และประโยชน์ที่ประชาชนและประเทศจะได้รับ
ดังนั้น นาทีนี้หากพิจารณาโครงการ “แลนด์บริดจ์” ยังถือว่า “ห้าสิบ ห้าสิบ” แต่สำหรับรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเต็มตัว เพราะหากสำเร็จ นั่นหมายถึงเครดิตและผลงาน เป็นโครงการขนาดใหญ่ในภาคใต้ ที่ไม่เกิดขึ้นแบบนี้มาก่อน เพราะสำเร็จจริง ดีจริงก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ขณะเดียวกันหากล้มเหลวก็ถือว่าผลจะออกมาเป็นตรงข้าม และที่สำคัญ “ตัวแปร” ก็คือความเข้าใจของชาวบ้านในพื้นที่ว่าจะรับรู้ไปทางไหน อีกทั้งฝ่ายที่คัดค้านจากการเมืองฝั่งตรงข้ามที่ตอนนี้เริ่มเคลื่อนออกมาเต็มขบวนแล้วเหมือนกัน


