เมืองไทย 360 องศา
สังเกตหรือไม่ว่าในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่มตึงเครียดขึ้นมาแบบผิดปกติ และขณะเดียวกันได้เห็นความเคลื่อนไหว มีกิจกรรมออกมาจากฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในประเทศและเป็นความเคลื่อนไหวในเวทีระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์แบบนี้ยังเชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจภายในประเทศกัมพูชาที่กำลังย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ ซึ่งนี่อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่จะกลายเป็นตัวผลักดันให้เกิดสงครามตามแนวชายแดนกับไทยในรอบที่สามอีกครั้ง ก็เป็นไปได้มากเหมือนกัน
ทั้งนี้ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเยือน สามประเทศอาเซียน คือ กัมพูชา ไทยและ เมียนมาร์ ของ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ซึ่งหากโฟกัสเฉพาะการเยือนกัมพูชา และไทย ทำให้เกิดมุมมองที่น่าจับตา
การเดินทางมาเยือนสามประเทศอาเซียนดังกล่าวของรัฐมนตรีจีน เริ่มต้นด้วยการเยือนกัมพูชา ที่นอกเหนือจาก นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ยังมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาด้วย หลังจากนั้นวันที่ 24 เมษายน นายหวัง อี้ ก็เดินทางมาไทย พบหารือกับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และได้เข้าพบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล
หลังการหารือกับนายหวัง อี้ นายอนุทินกล่าวว่า ประเทศจีนบอกว่าไปกัมพูชามา ซึ่งเขายินดีเป็นตัวกลางแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เขาก็พูดมาว่าท่าทีของกัมพูชาต่อประเทศไทยเหมือนกับว่าไม่อยากสู้รบแล้ว ไม่อยากเผชิญหน้าแล้ว ไม่อยากขัดแย้งแล้ว ทางจีนก็แจ้งให้ไทยทราบ ซึ่งเราบอกไปว่าเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านใดๆ เลย แต่เราก็มีขั้นตอนที่จะพูดคุย เราต้องสร้างกติกาขึ้นมาก่อนว่าการพูดคุยในทิศทางใดที่จะทำให้ความสัมพันธ์รื้อฟื้นขึ้นมาได้ แต่คงไม่ใช่ชั่วข้ามคืน ต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อกันและกัน ความเชื่อถือ ความสัมพันธ์ นี่คือท่าทีที่ได้แจ้งนายหวัง อี้ ไป
เมื่อถามว่า ทางจีนเข้าใจบรรยากาศของเราใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เข้าใจดี เราได้พูดกันลึกพอสมควรว่าปัญหาที่แท้จริงมาอย่างไร และวิธีการแก้ไขควรจะต้องใช้แนวปฏิบัติเช่นใด
การที่นายหวัง อี้ ระบุว่ากัมพูชาไม่อยากสู้รบแล้ว เหมือนจีนพยายามเป็นตัวกลางใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอย่าเพิ่งไปพยายามเดาใจอะไรเขา เราต้องนึกถึงว่าไทยจะได้อะไรจากท่าทีนี้ ประเทศไทยจะปลอดภัย 100% หรือไม่ ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบด้านใดเลย อธิปไตยของเราก็ยังมีอยู่ ดินแดนของเรายังเหมือนเดิม ถ้ารัฐบาลจะตัดสินใจในแนวทางใดๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศไทยเป็นหลัก
ถามว่า รวมถึงเรื่องการเปิดด่านชายแดน ด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงการสร้างรั้วชายแดนความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้างว่า ดำเนินการไปแล้ว ทั้งชายแดนมาเลเซียและกัมพูชา งบประมาณเบื้องต้นถูกจัดสรรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่เรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น
สอดคล้องกับท่าทีของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล หลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงกลาโหมอย่างเป็นทางการ ก่อนให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตาม Joint Statement อยู่แล้ว
“ผมจะไม่มีวันเปิดด่าน จนกว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนนี้ทั้งหมด เพราะเราถือว่าได้ปกป้องอธิปไตยของเราไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนโยบายของรัฐบาลได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะไม่เปิดด่าน จนกว่าเขาจะปฏิบัติตาม Joint Statement” พล.ท.อดุลย์ กล่าว และว่า ในขณะที่ช่องทางการเจรจาก็เป็นไปตามกลไกที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย-กัมพูชา หรือ RBC คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC จะใช้ทั้ง 3 กลไกดังกล่าวในการพูดคุย และยึดตาม Joint Statement ยังไม่มีการไปพูดคุยส่วนตัว
เมื่อฟังจากปากของ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน หลังการหารือกับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ก็ทำให้ทราบท่าทีจากฝ่ายกัมพูชาว่า “ไม่อยากรบกับไทย” แล้ว ซึ่งก็ต้องฟังหูไว้หู เพราะฝ่ายที่ไม่อยากให้รบกันจริงๆ อาจจะไม่ใช่กัมพูชาฝ่ายเดียวอาจมาจากฝ่ายจีนด้วยก็ได้ เพราะทั้งกัมพูชาและไทย ล้วนเป็นพันธมิตรกับจีน และจีนมีผลประโยชน์กับทั้งสองประเทศมากมายทั้งในแง่ยุทธศาสตร์และการลงทุน ย่อมต้องไม่อยากเห็นบรรยากาศตึงเครียด หรือเกิดสงครามอยู่แล้ว
แต่อย่างไรก็ดี หากโฟกัสไปที่ฝ่ายกัมพูชา โดยเฉพาะสถานการณ์ของ “สองพ่อลูก” ทั้ง นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เวลานี้ดูแล้วไม่ค่อยมั่นคงนัก จากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มเข้าขั้นมีปัญหาจากสาเหตุวิกฤติพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง การที่มีการปิดชายแดนกับไทยระงับการค้ากับไทยทำให้ “ต้นทุน” ทุกอย่างสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหายวับ ธุรกิจสิ่งทอ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจกัมพูชา ต้องโดนภาษีนำเข้าจากสหรัฐมนตรีที่เพิ่มขึ้น
จะด้วยจังหวะที่ผิดพลาดของ “พ่อลูกตระกูลฮุน” คู่นี้ โดยเฉพาะจังหวะที่เกิดขึ้นกับไทยที่ถือว่า “คาดไม่ถึง” ความเสียหายที่เกิดกรณี “คลิปอังเคิล” ถือว่ากู่ไม่กลับ ทำให้ “อำนาจเปลี่ยนมือ” แบบที่ในระยะอันใกล้ยังมองไม่เห็นทางว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในไทยจะย้อนกลับไปยังครอบครัวการเมืองครอบครัวเดิม ซึ่งแน่นอนว่าย่อมกระทบกับกลุ่มอำนาจในกัมพูชาโดยตรง เหมือนกับตอนนี้ยังโดนซ้ำเติมด้วยวิกฤตเศรษฐกิจโลก จากปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ที่กัมพูชาต้องนำเข้าน้ำมันและพลังงานอื่นแทบร้อยเปอร์เซ็นต์
อีกทั้งยังโดนซ้ำเติมอย่างหนักอีกดอกใหญ่ๆ นั่นคือ “สแกมเมอร์” ที่กัมพูชาชื่อเสียงกระฉ่อนโลกในด้าน “ศูนย์กลางหลอกลวง” ทำลายภาพลักษณ์ย่อยยับ ต้องถูกบีบให้ต้องมีการปราบปราม ขณะเดียวกันทำให้ “รายได้หลัก” ขาดหายไปแทบเกลี้ยง
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ยิ่งสร้างปัญหาให้กับ “สองพ่อลูก” ทำให้เกิดปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ และกำลังทำลายเสถียรภาพทางการเมืองภายในกัมพูชาจนเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ มีการประท้วงมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อเกิดวิกฤตภายใน มันก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้พวกเขาต้องหาทางออก ซึ่งแบบเดิมก็มักใช้วิธี “สร้างกระสชาตินิยม” เบี่ยงเบนความสนใจ เหมือนกับที่เคยใช้มาตลอด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง ยิ่งต้องจับตาว่าเขาจะใช้วิธีแบบเดิมอีกหรือไม่
โดยเฉพาะการสร้างสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดการยั่วยุมากผิดสังเกต แม้ว่าโดยศักยภาพแล้วหลายฝ่ายเชื่อว่า ฝ่ายกัมพูชาไม่น่าจะพร้อมจะเปิดศึกกับไทยอีกรอบ แต่ตราบใดที่มีวิกฤตภายใน ก็ยิ่งต้องใช้วิธีเบี่ยงเบนเพื่อเอาตัวรอด และไม่มีวิธีไหนที่จะได้ผลดีเท่ากับการสร้าง “กระแสชาตินิยม” เปิดศึกกับไทยรอบที่ 3 ก็เป็นไปได้ !!


