กรุงเทพฯ – นักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้มีผลงานติดอันดับ World’s Top 2% Scientists 2025 จัดอันดับโดย Stanford University สหรัฐอเมริกา เสนอภาครัฐพิจารณาต่อยอดโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ให้มีบทบาทมากกว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น โดยมองว่า นโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จในการช่วยลดภาระค่าครองชีพ และกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังมีโอกาสพัฒนาให้ “เงินที่รัฐใส่เข้าไป” สร้างผลต่อเศรษฐกิจได้กว้างและลึกยิ่งขึ้น
รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ ผู้ที่มีผลงานติดอันดับ World’s Top 2% Scientists 2025 จัดอันดับโดย Stanford University สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า จุดแข็งของ “คนละครึ่ง+” คือช่วยให้เงินถึงมือประชาชนเร็ว และทำให้เกิดการใช้จ่ายในวงกว้าง แต่ในทางปฏิบัติยังมีบางส่วนของเม็ดเงินที่ “ไม่หมุนต่อ” ไปยังระบบเศรษฐกิจจริงอย่างเต็มที่
“เงินบางส่วนอาจไม่ได้ถูกใช้ซื้อสินค้าและบริการจริง หรือไม่ได้เชื่อมไปถึงผู้ผลิตและการจ้างงาน ทำให้ผลที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจยังไม่เต็มศักยภาพ”
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในเชิงโครงสร้างของนโยบาย โดยเฉพาะการที่โครงการยังไม่ครอบคลุม “ค้าปลีกสมัยใหม่” และผู้ประกอบการในระบบภาษีบางส่วน ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญที่เชื่อมผู้ผลิตรายย่อยกับตลาดขนาดใหญ่ ส่งผลให้สินค้า SME และเกษตรกรจำนวนมากที่อยู่ในห่วงโซ่นี้ ไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการอย่างเต็มที่
“หากเม็ดเงินไม่สามารถไหลผ่านทั้งระบบ ตั้งแต่ร้านค้าปลายทางกลับไปถึงผู้ผลิตต้นน้ำ การกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้นเพียงบางส่วน ไม่ใช่ทั้งระบบ”
ในด้านผู้บริโภค นักวิชาการเห็นว่า การเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้หลากหลายช่องทาง จะช่วยให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านร้านค้า
พร้อมเสนอว่า ภาครัฐสามารถยกระดับนโยบายด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น ระบบ e-Receipt และ e-Tax Invoice เพื่อให้การใช้จ่ายโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดปัญหาการใช้สิทธิ์ไม่ตรงวัตถุประสงค์
อีกแนวทางหนึ่งคือการออกแบบสัดส่วนการใช้จ่ายแบบ “Hybrid Quota” ที่เปิดให้ใช้ได้ทั้งร้านค้ารายย่อยและค้าปลีกสมัยใหม่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้ยังคงเป้าหมายการช่วยเหลือชุมชน ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น และช่วยให้สินค้าไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME และ OTOP เข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น
นักวิชาการจากม.กรุงเทพระบุว่า การพัฒนานโยบายในระยะต่อไป ควรมองให้ไกลกว่าการกระตุ้นการใช้จ่ายเฉพาะหน้า แต่ต้องออกแบบให้เงินทุกบาท “หมุนต่อ” ในระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ผู้บริโภค ร้านค้า ไปจนถึงผู้ผลิต เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ต่อเนื่องและยั่งยืน


