xs
xsm
sm
md
lg

“โสภณ ซารัมย์” ออกลีลา รำมวย โชว์เก๋าไม่ใช่ “ไปรษณีย์” ที่จะส่งสอบ ป.ป.ช.-“ศักดิ์สยาม” เร็ว ** ภท.ร้าว! “บ้านใหญ่” พ่นพิษ เมื่อ“ณัฏฐ์ชนน” ออกจากไลน์กลุ่ม ประท้วงที่ไม่มีชื่อเป็น ประธาน กมธ.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โสภณ ซารัมย์ - ศักดิ์สยาม ชิดชอบ  - อนุทิน ชาญวีรกูล กับ ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ
ข่าวปนคน คนปนข่าว




++ “โสภณ ซารัมย์” ออกลีลา รำมวย โชว์เก๋าไม่ใช่ “ไปรษณีย์” ที่จะส่งสอบ ป.ป.ช.-“ศักดิ์สยาม” เร็ว

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับการยกคำร้องคดีซุกหุ้น-บัญชีทรัพย์สินเท็จ ของ "โอ๋" ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม น้องชาย “เนวิน ชิดชอบ” บ้านใหญ่บุรีรัมย์ ผู้คุมเกมการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ที่สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ชนิดที่สังคมรับไม่ได้ กำลังนำมาสู่การรวมตัวของทั้ง ส.ส. ฝ่ายค้าน และส.ว.บางกลุ่ม ที่เตรียมเข้าชื่อชง "ประธานรัฐสภา" ให้ส่งเรื่องถึงศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.

งานนี้สปอตไลต์ เลยจับโฟกัสไปที่ท่านประธาน “ซาเล้ง” โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ในฐานะผู้กุมชะตา ใบคำร้องใบนี้ ดูจะมีท่าทีอย่างไร ?

เมื่อผู้สื่อข่าวยิงคำถาม “ซาเล้ง” ตอบตามสไตล์เก๋าเกมว่า "ได้ยินแต่ข่าว แต่เรื่องยังมาไม่ถึง"

แต่ที่ทำเอาคนฟังต้องแปลความกันยกใหญ่ คือ ประโยคคำตอบของคำถามที่ว่า หลายฝ่ายกังวลว่า ประธานรัฐสภา จะดึงเช็งการตรวจสอบนี้ โดย “ซาเล้ง” บอกว่า ถ้าส่งให้เลยตัวเองก็เป็นเสมือนไปรษณีย์ จะดึงเช็งหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของคนคิด ขอให้ถึงเวลาก่อนค่อยตอบ

โสภณ ซารัมย์
ส่วนเรื่องความ "เป็นกลาง" นั้น ทั่นประธานซาเล้ง บอกไม่ขอใช้คำนี้ แต่ขอใช้คำว่า "เที่ยงธรรม" แล้วให้วิญญูชน เป็นคนตัดสินเอาเอง!

ต้องบอกว่าการที่ โสภณ “ซาเล้ง” ออกตัวว่าไม่ใช่ "ไปรษณีย์" มุกนี้เหมือนจะดูดีที่จะไม่ยอมเป็นแค่ทางผ่านในการเซ็นชื่อส่งต่อเรื่องง่ายๆ ซึ่งงานนี้อาจจะต้องทำให้ฝ่ายค้านอาจการบ้านหนัก ดักทางให้ได้ เพราะดูทรงแล้ว “ซาเล้ง” น่าจะใช้กลไกที่ตัวเองมีอำนาจ พินิจพิจารณา ตรวจสอบความถูกต้องอย่างละเอียด หรือภาษาบ้านๆ เรียกว่า “ดึงเวลา –ดึงเช็ง” นั่นแล

อย่าลืมว่าในทางการเมือง ชื่อของ "โสภณ ซารัมย์" กับ "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" นั้น มีจุดเชื่อมโยงที่ฝังรากลึกในพรรคสีน้ำเงิน การที่ “ซาเล้ง” ต้องมาทำหน้าที่ “ยื่นดาบ” ฟาดคนกันเอง จึงเป็นบทพิสูจน์ที่หนักหนาสาหัส

เพราะฉะนั้นคำว่า "วิญญูชน" ที่ “โสภณ” อ้างถึง จึงเป็นดาบสองคม เพราะหากกระบวนการล่าช้า "วิญญูชน" ในสังคมนี่แหละ ที่จะเป็นคนพิพากษา พฤติการณ์ของคนบ้านใหญ่บุรีรัมย์ทั้งหมด ซึ่งตอนนี้ก็เห็นๆ กันอยู่ การคุมอำนาจทั้งสภาบน-และสภาล่าง คุมรัฐบาล ผลงานที่ออกมาไม่ได้เป็นเรื่องของประชาชน แต่กลับเป็นเรื่องของตัวเอง!

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
นี่เป็นบรรทัดฐานใหม่ที่น่ากลัว..หากสภาฯยื้อเรื่องจะดึงเวลา จะดึงเช็งด้วย “เทคนิค” อ้างระเบียบขั้นตอนอะไรก็แล้วแต่ ไม่ส่งเรื่อง หรือป.ป.ช. ไม่ถูกตรวจสอบ ในกรณีที่คำวินิจฉัยขัดกับศาลรัฐธรรมนูญ จะกลายเป็นบรรทัดฐานว่า มติองค์กรอิสระใหญ่กว่าความจริงที่ปรากฏ ซึ่งคือวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ ของระบอบตรวจสอบไทย

สรุปว่างานนี้ ท่านประธานโสภณ "ซาเล้ง" กำลังรำมวยจีนท่า "ผลักและดึง"อยู่ ในแง่กฎหมายมีสิทธิ์ตรวจสอบความถูกต้อง แต่ในแง่การเมือง "จังหวะ เวลา" คือทุกอย่าง ถ้าเรื่องถึงมือแล้วยังนิ่งนานเกินไป คำว่า "เที่ยงธรรม" ที่ประกาศไว้ อาจจะฟังดูเบาหวิวไปทันที...

ต้องรอดูว่ากรณี ศักดิ์สยาม "ไปรษณีย์" สาขาสัปปายะสภาสถาน จะประทับตราด่วนพิเศษ หรือจะตีกลับว่าเป็นจดหมายลูกโซ่ !

อนุทิน ชาญวีรกูล กับ ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ
++ ภท.ร้าว! “บ้านใหญ่” พ่นพิษ เมื่อ“ณัฏฐ์ชนน” ออกจากไลน์กลุ่ม ประท้วงที่ไม่มีชื่อเป็น ประธาน กมธ.

การทำพรรคการเมืองให้เติบโตแบบทางลัด สไตล์กวาดต้อน “บ้านใหญ่” ให้มาเข้าร่วม ในลักษณะเป็น “กลุ่ม” เป็น “มุ้ง” อย่างที่ “พรรคภูมิใจไทย”ทำ เริ่มออกฤทธิ์ ออกลายให้เห็น ตอนแบ่ง“ผลประโยชน์”แล้วไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน

บรรดา “บ้านใหญ่” ที่เข้ามาตั้ง “มุ้ง” ในพรรค เมื่อเลือกตั้งเสร็จก็นับจำนวนหัว สส. เอาไปแลกเก้าอี้รัฐมนตรี

ถ้าหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรี หมุดหมายรองลงไปที่พอจะเยียวยาใจได้ ก็คือเก้าอี้ประธานคณะกรรมาธิการ ในสภาผู้แทนราษฎร
เพราะตำแหน่งนี้ สามารถให้ “อำนาจในการกำหนดเกม” และ “ทุนทางการเมือง” ใช้เพิ่มน้ำหนักทางการเมือง ทั้งในพรรคของตัวเอง และในสภา ในระดับที่รองลงมาจากตำแหน่ง “รัฐมนตรี”

ตามรายงานข่าว ระบุว่าเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เรียกตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล มาหารือถึงโควตา คณะกรรมาธิการและคนที่จะมาเป็นประธานกรรมาธิการ ในคณะต่างๆ

ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยนั้น ได้กำกับดูแล 14 คณะ แต่ละคณะก็มีการวางตัวคนที่จะเป็นประธานไว้เสร็จสรรพ ดังนี้
1. นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี ประธาน กมธ.การตำรวจ 2. นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ ประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ 3. นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง กมธ.การกระจายอำนาจฯ 4. นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี ประธานกมธ.การศาสนาฯ 5. นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย ประธาน กมธ.การปกครอง

6. นายสุพล จุลใส สส.ชุมพร ประธาน กมธ.การพลังงาน 7. นายศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม ประธาน กมธ.การอุตสาหกรรม
8. นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ ประธาน กมธ.การพาณิชย์ฯ 9. นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก ประธาน กมธ.การคลังฯ 10. นายอรรถพล ไตรศรี สส.พังงา ประธาน กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภคฯ 11. นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม ประธาน กมธ.การสื่อสารฯ 12. นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี ประธาน กมธ.แก้ปัญหาหนี้สินฯ 13. นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท ประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ และ14. นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี ประธาน กมธ.การที่ดินฯ

หลังมีการเผยแพร่ข่าวนี้ออกไป ปรากฏว่า ในช่วงค่ำวันเดียวกัน “ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ” สส.สงขลา 3 สมัย ก็ได้ดีดตัวเอง ออกจากกลุ่มไลน์สส. ของพรรคภูมิใจไทย เมื่อพบว่าไม่มีชื่อของตนเอง ในตำแหน่ง“ประธานกมธ.” ในโควตาของพรรคภูมิใจไทย
เพราะก่อนหน้านั้น เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการ คาดหมายว่าพรรคจะพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง ประธานกมธ.

ไชยชนก ชิดชอบ
แน่นอนว่า ในบรรดาสส. และคนใกล้ชิด ยอมรู้ว่า นั่นเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจของ “ณัฏฐ์ชนน” ที่มีต่อผู้บริหารพรรค
สำหรับ“ณัฏฐ์ชนน” นั้น เขา เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เขต อ.จะนะ ก่อนที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นสส. ครั้งแรก ในปี 2562 สังกัดพรรคภูมิใจไทย โดยเอาชนะ “ศิริโชค โสภา” จากพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็นสส.สงขลา ติดต่อกัน 3 สมัย รวมทั้งการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

ถือว่าเขาเป็นหนึ่งใน “เลือดสีน้ำเงิน” สังกัดพรรคภูมิใจไทย มาตลอด

เมื่อ “ณัฏฐ์ชนน” แสดงออกถึงความไม่พอใจเช่นนี้ “เสี่ยนก” ไชยชนก ชิดชอบ ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ลูกชายเจ้าของพรรคตัวจริง ก็ได้แต่ท่องเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ว่า เพราะตำแหน่งมีน้อยกว่าคน ย่อมมีผู้ผิดหวังเป็นธรรมดา ไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาเรื่องคุณสมบัติ หรือความเหมาะสม ไม่เหมาะสม ... เมื่อเก้าอี้ไม่พอแบ่ง ใครไม่ได้ก็ต้องทำใจ!

ส่วนการแสดงออกถึงความไม่พอใจ จะมาก จะน้อย ขึ้นอยู่กับบุคลิกส่วนตัวของแต่ละคน และก็เป็นสิทธิของเขา ที่จะแสดงออก ในฐานะเลขาธิการพรรคก็จะพยายามพูดคุย ทำความเข้าใจ แต่คงไม่ถึงกับต้องส่งคนไปเคลียร์ เพราะมันไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัส ชนิดที่คุยกันไม่ได้

ขณะที่ “เสี่ยนก” บอกว่า ไม่จำเป็นต้องส่งใครไปเคลียร์ แต่ปรากฏว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ ( 29 เม.ย.) ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร “เสี่ยหนู” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่ได้มีวาระอะไรต้องไปชี้แจงต่อสภา ก็ไปปรากฏตัวในที่ประชุม และตรงดิ่งเข้าไปคุยกับ “ณัฏฐ์ชนน” โดยเฉพาะ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด !

ต้องติดตามว่า หลัง “เสี่ยหนู” เข้าไปเคลียร์แล้ว ในวันนี้ (30 เม.ย.) ที่จะมีการประกาศชื่อ ประธานคณะกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 14 คณะ อย่างเป็นทางการ จะมีชื่อของ “ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ” หรือไม่

แต่ไม่ว่า “ณัฏฐ์ชนน” จะสมหวังหรือไม่ ประชาชนคนไทยก็ได้รู้ ได้เห็นแล้วว่า การเมืองสไตล์ “บ้านใหญ่” นั้น เป็นการเมื่องที่เข้ามาเพื่อหาผลประโยชน์ ล้วนๆ