เมืองไทย 360 องศา
นับเป็นครั้งแรกสำหรับการเปิดเผยท่าทีใหม่ของไทยในการปรับระดับความสมดุลในความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจใหม่ โดยเป็นการเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนจากปากของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่าจากนี้ไปไทยจะเพิ่มน้ำหนักความสัมพันธ์และความร่วมมือกับมหาอำนาจอย่าง จีน และรัสเซีย มากขึ้น หลังจากที่ถูก “เมินเฉย” หรือความหมายก็คือ “ถูกลอยแพ” จากมหามิตรเก่าแก่อย่างสหรัฐแบบไม่ใยดี
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ซึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐอเมริกา ตัดพ้อว่าอเมริกาไม่มอบความช่วยเหลือโดยตรงใดๆแก่กรุงเทพฯ แม้ว่าพันธมิตรที่ยาวนานของวอชิงตันแห่งนี้ กำลังดิ้นรนรับมือกับความเสียหายทางเศรษฐกิจ ผลกระทบจากสงครามที่สหรัฐฯและอิสราเอล เปิดศึกกับอิหร่าน ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์ในวันอังคารที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา
ระหว่างให้สัมภาษณ์กับวอชิงตันโพสต์ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ นายสีหศักดิ์ บอกว่าพวกเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทราบดีเกี่ยวกับผลกระทบจากสงคราม “แต่พวกเขาไม่ได้มาพูดคุยกับเราว่าพวกเขาสามารถช่วยเหลืออะไรได้บ้าง พวกเขาไม่ได้ติดต่อเราโดยตรง บอกว่า โอ้ เราเข้าใจดีว่าคุณต้องอดทนต่อผลกระทบนั้น และเราสามารถช่วยคุณได้”
รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยบอกต่อว่าท่าทีเดียวที่เกิดขึ้นคือข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้ประเทศต่างๆที่ต้องการเชื้อเพลิง น้ำมันและก๊าซจากสหรัฐฯ “ซื้อน้ำมันจากอเมริกา” ซึ่งทรัมป์ เคยกล่าวในระหว่างการปราศรัยเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ว่า "เรามีเหลือเฟือ"
ด้วยที่ไทยอยู่ในภาวะโซซัดโซเซอันเนื่องจากคลื่นกระแทกทางเศรษฐกิจ ผลกระทบจากสงครามที่อเมริกาและอิสราเอลเปิดศึกกับอิหร่าน นายสีหศักดิ์บอกกับวอชิงตันโพสต์ว่า เมื่อขาดการสนับสนุนจากอเมริกา ประเทศไทยจึงจำป็นต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากรัสเซียและจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งของสหรัฐฯแทน
“สงครามนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก เราไม่อยากประณามสหรัฐฯโดยตรง แต่มันเป็นบางอย่างที่ไม่ควรเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ” นายสีหศักดิ์กล่าวกับวอชิงตันโพสต์ พร้อมระบุว่าสหรัฐฯปล่อยให้ไทยต้องดูแลตัวเอง ท่ามกลางต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงและความปั่นป่วนทางพลังงาน
เวลานี้ นายสีหศักดิ์ ได้ร้องขออย่างเป็นทางการไปยังจีน ขอให้เป็นคนกลางกับอิหร่าน สำหรับการคุ้มกันในช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญยิ่งซึ่งถูกปิดตายสืบเนื่องจากความขัดแย้ง ในขณะที่ไทยต้องเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนก๊าซ น้ำมันและปุ๋ย ซึ่งอย่างหลังกำลังก่อความเสี่ยงต่อการผลิตและส่งออกอาหารของประเทศ
“นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ร้องขอให้ จีน ช่วยสื่อสารกับอิหร่าน ขออำนวยความสะดวกให้เรือสำคัญๆสามารถแล่นผ่านได้อย่างปลอดภัย" นายสีหศักดิ์ กล่าวหลังจากพบปะกับ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ในจังหวัดกระบี่
รายงานข่าวระบุว่า สงครามครั้งนี้ได้เผยให้เห็นถึงข้อจำกัดของความเป็นพันธมิตรที่มีมานานหลายทศวรรษระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และเมื่อไม่มีความช่วยเหลือจากอเมริกาเข้ามาเลย ทางกรุงเทพฯจึงจำเป็นต้องหันเข้าหาปักกิ่ง ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในภาคพลังงานสะอาดและรถอีวีของไทยอยู่ก่อนแล้ว เพื่อบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจและรักษาความมั่นคงในภูมิภาค
ในส่วนของจีน พวกเขาใช้โอกาสของการหารือนี้ผลักดันความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา และความร่วมมือในด้านอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงประเด็นการเลือกตั้งในพม่า
ตามรายงานของสำนักข่าวอนาโดลู สื่อมวลชนตุรกี ระบุว่าเสียงตัดพ้อของ นายสีหศักดิ์ มีขึ้นในขณะที่ ไทย ซึ่งเป็นที่ตั้งด้านโลจิสติกส์และศูนย์การการเติมเชื้อเพลิงของกองกำลังสหรัฐฯในเอเชีย กำลังดิ้นรนแข่งขันกับบรรดาชาติที่ร่ำรวยกว่าทั้งหลาย ในจัดหาสินค้าทดแทนสำหรับเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่ติดค้างอยู่ในตะวันออกกลาง
นี่อาจเป็นท่าทีที่ชัดเจนครั้งแรกจากไทยที่มีกับมหามิตรเก่าแก่อย่างสหรัฐอเมริกา ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสื่อสารออกมาแบบตรงไปตรงมา และเชื่อว่านี่คือความ “ตั้งใจพูด” ตั้งใจสื่อสารออกไปให้ชัด เพราะเหมือนกับว่า “ฝากผ่าน” ไปกับสื่อของสหรัฐอย่างวอชิงตันโพสต์ ว่า “เราเหลืออด”แล้ว ขณะเดียวกันยังได้พูดถึงท่าทีใหม่ว่าจะ “เพิ่มน้ำหนัก” กับความสัมพันธ์กับ จีนและรัสเซียมากขึ้น ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ถือว่าเป็นท่าทีชัดเจนที่มีให้เห็นน้อยมากในแวดวงทางการทูตหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่มักจจะใช้คำพูดหรือท่าทีแบบอ้อมไปอ้อมมา
ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นว่าท่าทีที่ชัดเจนแบบนี้ของรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่ถือว่าเวลานี้มี “อำนาจเต็ม” กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความลำบากจากการ “ก่อสงคราม” ที่เรียกว่า “ไม่สมควรเกิดขึ้น”ตั้งแต่แรก ความหมายก็คือ คัดค้านการทำสงครามของสหรัฐอเมริกา และความหมายที่ซ้อนอยู่ข้างในอีกชั้นหนึ่งก็คือ “รู้สึกเห็นใจอิหร่าน” ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ
นอกเหนือจากนี้ หากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวอื่นๆ ประกอบโดยก่อนหน้านั้นไม่กี่วันเราได้ให้การต้อนรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน คือ นายหวัง อี้ ที่มาเยือนไทยอย่างเป็นกันเอง และให้เกียรติสูงมาก ในเบื้องหลังนั้นเชื่อว่ามีการ “ฝากฝัง” กันมากมาย ซึ่งส่วนหนึ่งก็ได้รับการเปิดเผยจาก นายสีหศักดิ์ แล้วว่า ให้จีนช่วยประสารความช่วยเหลือแบบ “พ่วงไทย” เข้าไปด้วยหากมีการเจรจากับอิหร่าน
จากท่าทีที่ชัดเจนครั้งนี้จากฝ่ายไทยถือว่าเป็นการ “ขยับตัว” ครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในด้านนโยบายต่างประเทศที่ต้องมีการ “ปรับสมดุลย์” ครั้งใหญ่ จากเดิมที่ไทยถูกมองว่า “ไม่ได้เลือกข้าง” มหาอำนาจใดอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วยังถือว่า “ไทยยังเทน้ำหนักไปทางสหรัฐ” แบบเหลื่อมนิดๆ แต่คราวนี้ชัดเจนว่า “เทมาทางจีนและรัสเซีย” มากขึ้น แต่นาทีนี้ยังถือว่า “วินวิน” กันทุกฝ่าย โดยเฉพาะกับจีนที่ตอนนี้เริ่มมีบทบาทในภูมิภาคนี้สูงมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นการ “ขยับตัวแรง” ของไทยครั้งนี้ สำหรับจีน ถือว่าน่าติดตามว่าจะมีท่าทีตอบสนองกลับมาให้ชัดเจนอย่างไร เพราะไทยกับจีนนับวันมีผลประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น ขณะเดียวกันสำหรับสหรัฐอาจต้องมีการพิจารณาทบทวนบางอย่างกับไทยหรือไม่ เพราะนี่คือการส่งเสียงเตือนแบบ “เหลืออด” จากปากของมหามิตรเก่าแก่ให้ได้ยิน หรืออีกด้านหนึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าหากยังทำท่าทางเฉยเมยฉันก็ยังมีทางเลือกอื่นแล้วอย่ามาเสียใจภายหลังก็แล้วกันหรือเปล่า !!


