xs
xsm
sm
md
lg

“แสวง” ของขึ้น จวกพรรคการเมืองโยนบาป กกต. เห็นกติกาไม่เป็นธรรม กลับแก้เพื่อตัวเอง ไม่แก้จุดบกพร่อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“แสวง” จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต.ทั้งที่เห็นกติกาไม่เป็นธรรม กลับแก้เอื้อให้ตัวเองทำงานสะดวก ไม่แก้จุดบกพร่อง ชี้ หากเห็นแก่พรรคจริง กม.พรรคการเมือง ต้องดีกว่านี้ ย้ำ เลือกตั้งเป็นผลร่วมกันกับ ปชช. ส่วน กกต.มีหน้าที่รายงานผล-ทำตาม กม. พร้อมดัน “ไอโหวต” ทดลองใช้เลือกตั้งท้องถิ่น

วันนี้ (29 เม.ย.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมทบทวนวิทยากรหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพประจำปี 2569 รุ่นที่ 2 ภาคกลางและภาคใต้ ว่า เรามาถึงทุกวันนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจะครบ 100 ปี ความคาดหวังการเมืองของไทยน่าจะดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ไปไหน หากถึงไหนท่านคงไม่ต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ โดยเฉพาะตัวแทนสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ตนเห็นว่า บุคคลเหล่านี้มีลักษณะพิเศษต่างจากคนทั่วไปที่มีความเสียสละ และอาสาเข้ามาทำงาน โดยไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะเมื่ออาสามาทำงานก็จะเห็นเป้าหมายชัดเจนว่าจะสำเร็จด้วยวิธีอะไรภายในระยะเวลาเท่าใด ซึ่งสิ่งที่ท่านกำลังทำ เป้าหมายยิ่งใหญ่มาก แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จด้วยวิธีการใด

“ที่ผ่านมา มีคนพยายามทำแบบนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่จนถึงทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่า มีปัญหา ที่สำคัญ การเมืองกระทบกับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะประเทศไทยใช้การเมืองนำทุกเรื่อง คนชนะกินรวบ ซึ่งมีปัญหาพอสมควร จากนี้ไปสำนักงานฯ วิทยากร และพรรคการเมืองจะทำงานร่วมกันเพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จ ในการที่จะปลูกฝังหรือให้ความรู้เรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันแบบภราดรภาพ คือ ความเป็นพี่น้อง ซึ่งภราดรภาพเป็นหนึ่งใน 3 หลักของระบอบประชาธิปไตย ที่ประกอบด้วย สิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ และความเสมอภาคแต่บ้านเราอ้างแต่สิทธิเสรีภาพแทบจะไม่ใช้ภราดรภาพ”


นายแสวง กล่าวอีกว่า ในอดีตเราจะใช้แต่ภราดรภาพด้วยซ้ำ คือ การอยู่แบบพี่น้อง แต่ตอนหลังคนจะอ้างสิทธิ ซึ่งภราดรภาพคือ กำหนดความรับผิดชอบต่อสังคม อยู่บนเหตุและผล แม้จริงๆ หลักภราดรภาพจะไม่หายไป แต่ประเทศไทยไม่ได้ใช้ ทั้งที่มันอยู่ร่วมกันได้กับหลักสิทธิเสรีภาพ และหากใช้ 3 หลักพร้อมกัน ถือเป็นความสมดุล แต่หากใช้หลักสิทธิเสรีภาพแล้วไม่รับผิดชอบก็จะเป็นอย่างที่เกิดขึ้นถึงขั้นมีความเห็นต่างและอยู่ร่วมกันลำบาก เราเริ่มตัดสินคนจากที่ยืนของแต่ละคนซึ่งไม่ควรจะเป็นแบบนี้ คนเห็นต่างกันได้ สิ่งที่วิทยากรจะทำ คือ บางพื้นที่คนเห็นต่างกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ นั่นคือ นำหลักประชาธิปไตยมาใช้กับชีวิตประจำวัน ในอดีตการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยมีน้อย ไม่รู้ว่าผู้มีอำนาจคิดอย่างไร และไม่ได้อยู่ในหลักสูตรอะไรเลย แตกต่างจากต่างประเทศที่มีบรรจุไว้ในหลักสูตรเช่นเยอรมัน เกาหลี ที่มีประสบการณ์จากความเลวร้ายทางการเมืองก็จะสร้างพลเมือง ว่าหลักประชาธิปไตยแบบเขาต้องการคนแบบไหน และจนถึงทุกวันนี้ก็อยู่แบบที่เราเห็นคือจะใช้หลักสูตรนี้ในการทำให้สังคมเป็นสังคมประชาธิปไตยที่อยู่ร่วมกันได้

ส่วนที่ทำไมต้องใช้พรรคการเมืองทำเรื่องนี้ เพราะพรรคการเมืองเป็นที่รวมของคนที่มีอุดมการณ์ที่เสียสละเข้ามา และเป็นประชาชนเหมือนกันประชาชนน่าจะเชื่อพรรคการเมืองมากกว่าองค์กรอื่น เนื่องจากรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันและเข้าถึงได้ เราจึงจะใช้ชุดความรู้ที่เรามีไปผ่านพรรคการเมือง วิทยากรจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะไปถ่ายทอดความรู้ให้กับพรรคการเมืองต่อไปเพื่อให้พรรคการเมืองไปถ่ายทอดให้กับประชาชน สิ่งที่ทำมาเป็นความรู้ที่เป็นทางการ แต่ผลของประชาธิปไตย คือ การใช้ชีวิตประจำวัน เหตุและผล ไม่ได้เกิดจากตัวหนังสือ และเรามีประสบการณ์จากประชาธิปไตยในหนังสือ เรามีกฎหมายที่คิดว่าดีอยู่ 3 ฉบับคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บางคนก็บอกว่าเป็นฉบับประชาธิปไตยหรือฉบับปราบโกงอะไรก็แล้วแต่ ใช้มา 20 ปีตั้งแต่ 2540 หรือเกือบ 30 ปีเราใช้รัฐธรรมนูญมา 3 ฉบับคนก็คาดหวังว่ากฎหมายจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้แต่กลับไม่เปลี่ยน ไม่ได้ไปไหนเลย

“การเมืองเราจะแก้ไขกฎหมายจากไก่ให้เป็นนก จะเขียนกฎหมายให้กลายเป็นนกหรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เพราะผู้เล่นหรือผู้เลือกยังคือคนกลุ่มเดียวกันเป็นคนกลุ่มเดิม ยุบพรรค มีรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะมีคนกลุ่มเดิมไปตั้งพรรค คนกลุ่มเดิมไม่ได้ไปไหน ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะแก้ไขกฎหมายอย่างไรก็ยังคงเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งมี 52 ล้าน คนกลุ่มเดิม ชุดความรู้ความคิดเหมือนเดิมไปเลือกตั้งเหมือนเดิม ไม่เห็นจะเปลี่ยนประเทศไปได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนได้คือชุดความรู้ที่พวกเรากำลังจะนำไปบอกต่อ ไม่ได้บอกว่าจะไปสั่งสอน แต่เป็นการไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านว่าสังคมจะดีได้ด้วยตัวเราเอง เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ดีด้วยระบบราชการหรือด้วยใคร แต่ดีด้วยประชาชน”


นายแสวง กล่าวต่อว่า เมื่อวานได้ไปชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ตนได้ชี้แจงว่า จริงๆ ประชาธิปไตยเป็นฐานหนึ่งของการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยการเลือกตั้งมาจากประชาชน 100% ไม่มี กกต. เป็นเรื่องที่ประชาชนทำร่วมกัน ผลของการเลือกตั้งหรืออะไรก็แล้วแต่เป็นสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน ประชาชนกลุ่มหนึ่ง อาสามาเป็น กปน.ครั้งที่แล้ว 1.6 ล้านคน ประชาชน 52 ล้านคน เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประชาชนส่วนหนึ่งอาสาเป็นสื่อเป็นสื่อเป็นผู้สังเกตการณ์ กกต.ไม่มี สิ่งที่ทำร่วมกันเป็นกลุ่มก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันเป็นกลุ่ม กกต.เป็นเพียงคนรายงานผลสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน เลือกตั้งอย่างไร ท่านจะไปซื้อเสียงอย่างไร กปน.จะทำผิดอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราออกแบบกฎหมาย กกต.ออกแบบร่วมกับประชาชน ให้ประชาชนดูแลประเทศชาติร่วมกัน กปน.ทำผิด ท่านทักท้วงเราตรวจสอบคนซื้อเสียง นักการเมืองกับประชาชนซื้อเสียง มีคนนำมาร้อง เราตรวจสอบ กกต.มีหน้าที่นำสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกันแล้วมารายงานประชาชนว่าใครชนะเลือกตั้ง ใครทำผิด

“ระบบการเลือกตั้งของเราออกแบบมาแข็งแรงมาก ไม่มีใครจะแทรกแซงได้ ไม่ว่าจะเป็น กกต.7 คน หรือ เลขาฯ กกต.หรือผู้ยิ่งใหญ่จากบ้านใหญ่ที่ไหน แต่ถ้าเป็นการซื้อสิทธิขายเสียงเป็นเรื่องที่เพิ่มขึ้นมานอกกรอบ เป็นเรื่องของผู้มีสิทธิกับประชาชน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ หากเรานำไปทำให้เห็นว่าผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศคือประชาชน ท่านเป็นคนทำร่วมกันเมื่อเวลาเลือกตั้ง ไม่ได้เกี่ยวกับกกต.เลย ที่มีหน้าที่รายงานผลห ากทำผิดก็ไปดำเนินการตามกฎหมาย กกต. เห็นรู้เท่าประชาชนในวันเลือกตั้งไม่ได้เห็นมากกว่า”

นายแสวง ยังขอให้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แม้หลักสูตรนี้จะเกิดช้า แต่คิดว่าคนที่จะพูดกับประชาชนได้ คือ พรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองก็จะได้รับความรู้จากหลักสูตรนี้และเห็นใจพรรคการเมืองน่า เพราะเป็นสถาบันหลักในการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย ซึ่งทั้งโลกจะใช้กระบวนการผ่านพรรคการเมือง มีประเทศไทยเอาไปผ่านระบบราชการถึงมีปัญหา ซึ่งพรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นโดยเน้นมิติด้านความมั่นคงมากกว่ามิติด้านเสรีภาพ ทำให้บางทีพรรคการเมืองถูกยุบ เวลาเกือบร้อยปี เป็นเวลาพรรคการเมืองไม่ถึงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นเวลาของการรัฐประหาร เมื่อมีการรัฐประหารก็ทำให้พรรคการเมืองขยับตัวได้ยาก การตั้งพรรคก็เป็นไปด้วยความยากและในระหว่างการดำเนินกิจการก็มีกฎเกณฑ์มากมาย ตนเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบดีว่าขาข้างหนึ่งท่านถูกถ่วงไว้ อีกข้างหนึ่งท่านจะพัฒนาก็ลำบาก แม้จะเห็นใจแต่เป็นเรื่องของกฎหมายซึ่งคนที่จะแก้ไขกฎหมายได้ คือ พรรคการเมือง หากเห็นว่าไม่ดีก็ไปแก้ไขให้ดีขึ้น

“จากที่ทำงานกับพรรคการเมืองมา มองว่า พรรคการเมืองไม่ได้สนใจกฎหมายพรรคเท่าไหร่ ถ้าสนใจกฎหมายพรรคน่าจะดีกว่านี้เพราะมันคือบ้านของพรรคการเมืองเอง ซึ่งการแก้ไขพรรคการเมืองเป็นหน้าที่ของสภา หรือ สส. แต่เมื่อมีอำนาจก็ไม่เห็นจะมามองแก้กฎหมายพรรค ให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างดีขึ้น หรือร่างกฎเกณฑ์ในการแข่งขันที่เป็นธรรมโดยบางอย่างท่านได้รับผลจากการกระทำก็ส่วนหนึ่ง ได้รับผลจากกฎหมายในการแข่งขันก็ส่วนหนึ่ง แต่เวลาแพ้ก็ลงมาที่กรรมการทุกครั้ง ทั้งที่กรรมการมีหน้าที่ทำตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายยังไม่แก้เราก็ต้องตัดสินแบบนั้นทุกครั้ง การตัดสินและดุลพินิจทุกครั้ง แม้ว่าสังคมจะไม่เห็นด้วยหรือตำหนิหรือวิจารณ์อย่างไรหากย้อนเวลาให้ไปแก้เราก็จะมีมติอย่างนั้นเพราะเราใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยปัญหา จึงขอฝากประเทศชาติไว้กับทุกคนและพรรคการเมืองและวิทยากรพรรคการเมืองที่จะนำความรู้ไปเผยแพร่ พัฒนาการเมืองของประเทศไทยให้มีความเจริญมั่นคงยิ่งขึ้นไป”


นายแสวง ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินกิจการทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการเลือกตั้ง ว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหลักๆมีอยู่ 2 ฉบับ คือ กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง และกฎหมายการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานกกต.เคยพยายามเสนอการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างพรรคการเมือง เพราะในการแข่งขันก็ถูกจับตามองจากสังคม ว่าคนคุมกติกาไม่เป็นธรรม กกต.ก็ถูกตรวจสอบดังนั้นกติกาต้องเป็นธรรม ถ้าเห็นว่าอะไรที่ไม่เป็นธรรม ก็อยากให้ สส.แก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ กรณีดังกล่าวตนอยากให้ สส. และพรรคการเมือง ในฐานะผู้ใช้กฎหมายและรู้ข้อบกพร่องสามารถที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ควรจะเสนอแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง และการเลือกตั้ง ไม่ใช่พอมีการเลือกตั้งแต่ละครั้งก็มาโทษ กกต.ในฐานะกรรมการว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง

“ผมพูดเฉพาะในส่วนของการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเป็นคนเลือกตั้งเป็น เป็นส่วนที่ประชาชนทำร่วมกันมา โดยมีผู้มีสิทธิออกเสียง 52 ล้านคน มี กปน. 1.6 ล้านคน และส่วนที่เหลือเป็นสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ทำหน้าที่ตรวจสอบกันและกัน ในส่วนกกต.เป็นเพียงแค่ผู้รายงานผลการเลือกตั้งให้สาธารณชนทราบ”

นายแสวง ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงในกรณีที่สส.มุ่งเน้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าแกนแก้ไขปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายการเลือกตั้ง

ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้มีการนำไอโหวต หรือการลงคะแนนเลือกตั้งผ่านด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ว่า เป็นแนวคิดที่ กกต. พยายามจะเสนอใช้ในการเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่ก็ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสส. อย่างไรก็ตาม กกต.อาจจะนำระบบไอโหวต มาทดลองใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นไปก่อน เพราะสามารถทำได้เลยโดยที่ไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย