เมืองไทย 360 องศา
หากนับตัวรัฐมนตรีในรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แล้วนอกเหนือจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากกรณีวิกฤติน้ำมันก่อนหน้านี้ ที่โดนโจมตี และถูกวิจารณ์อย่างหนัก จนถูกมองว่าเขาอาจกลายเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล ทำให้ “เสียศูนย์” ไปพักหนึ่ง จากนั้นเขาก็ได้ค่อยๆ ถอยฉากออกมาจากเรื่องดังกล่าว
แต่ล่าสุด รัฐมนตรีที่กำลังตกเป็นเป้าหมายหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆในเวลานี้คือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเป็นรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “ปากท้อง” เรื่องทำมาค้าขายของชาวบ้าน ย่อมต้องรับภาระหนักอยู่แล้ว และยิ่งในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ ยิ่งมีความกดดัน ที่สำคัญเธอกำลังอยู่ในภาวะที่แบกภาวะ “ความคาดหวัง” ของประชาชนก่อนหน้านี้อย่างเต็มเปี่ยม
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งหากมองในมุมการเมืองการที่เธอถูกชูขึ้นมาเป็นหนึ่งใน “ขุนพลหลัก” ของรัฐบาล ถูกโปรโมต มาพร้อมกับอีกสองขุนพลก่อนหน้านี้คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นการที่พวกเขากำลังถูกจับตา ถูกพิสูจน์ในเรื่องการทำงานและผลงาน จึงเป็นเรื่องปกติ และทุกอย่างก็สามารถจับต้องได้ว่าผลในบั้นปลาย จะออกมาอย่างไร
โฟกัสที่ นางศุภจี นาทีนี้ต้องบอกว่า “เริ่มโดนหนัก” เพราะนอกเหนือจากความคาดหวังแล้ว ยังมีเรื่องที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง “ปากท้อง” ชีวิตความเป็นอยู่ เรื่องค่าครองชีพ เรื่องแบบนี้ถือว่าเรื่องใหญ่และละเอียดอ่อน ตอนนี้กำลังถูกวิจารณ์ในเรื่อง “ทุเรียน” ที่กำลังกลายเป็นกระแส “ดรามา” จากหลายฝ่ายทั้งจาก ชาวสวน จากฝ่ายการเมือง รวมไปถึงอีกบางกลุ่มที่เป็น “ไอ้โม่ง” ที่รอจังหวะกระหน่ำ หวังทำลายทั้งภาพลักษณ์ของตัวเธอ เพื่อหวังส่งผลกระทบไปถึงรัฐบาลโดยรวม
ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อชี้แจงประเด็นดรามาไลฟ์สดขายทุเรียน ว่า ขออนุญาตอธิบายประเด็นการทำ ‘ไลฟ์ คอมเมิร์ซ’ (Live Commerce) ขายผ่านช่องทางออนไลน์ ที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ เพิ่มเติมดังนี้ นะคะ
1) เราคาดการณ์ว่า ปีนี้จะมีผลผลิตทุเรียนมากกว่าปีก่อน 33%
2) เราจึงมีการวางแผนการตลาดเชิงรุก ทั้งการตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ เพื่อไม่ให้มีผลผลิตส่วนเกิน แล้วมาแก้ที่ปลายเหตุ
3) หนึ่งในช่องทางการตลาด คือ Live Commerce ซึ่งจะสามารถช่วยกระจายสินค้าได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
4) เราได้มีการทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์หลายคนทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งแต่ละท่านมีวิธีการตลาดที่แตกต่างกันไป โดยกระทรวงไม่ได้มีการสนับสนุนรายใดเป็นพิเศษค่ะ
5) ในส่วนของคุณพิมรี่พาย ทราบว่าเธอมีความตั้งใจจะช่วยเหลือเกษตรกร โดยการซื้อ/ขายเป็นการตกลงตามความพอใจระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ สำหรับเทคนิคการขายและการทำโปรโมชั่นของคุณพิมรี่พายอาจจะมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาเฉพาะของเธอ
ส่วนที่หลายคนกังวลว่า สินค้าอาจจะไม่ตรงปก เข้าใจว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นนะคะ เพราะกระแสตอบรับจากพี่น้องประชาชนแรงมากขนาดนี้ จะเป็นที่จับตา และหน่วยงานกำกับดูแลก็ควรติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่แล้วค่ะ
6) ส่วนเรื่องราคาทุเรียน ณ ปัจจุบัน ยังอยู่ในระดับที่ดีตามที่โฆษกกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลไปแล้วว่า ราคาท้องตลาด เกรดส่งออก AB อยู่ที่กิโลกรัมละ 135 -150 บาท เกรด C อยู่ที่กิโลกรัมละ 90 – 100 บาท เกรด D อยู่ที่กิโลกรัมละ 70 – 80 บาท เกรดคละอยู่ที่ กิโลกรัมละ 125 – 130 บาท โดยในแต่ละช่วงราคาจะแตกต่างกันตามคุณภาพของผลผลิต
ขอเรียนว่า วัตถุประสงค์ของความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ ในการทำ Live Commerce ก็เพื่อบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกินที่กำลังจะออกมามาก และเพื่อให้ผลผลิตส่งถึงมือผู้บริโภค ที่เป็นพี่น้องประชาชนในประเทศ ได้อย่างรวดเร็วที่สุดค่ะ
ขณะเดียวกันมาพิจารณาถึงมุมมองจากฝ่ายการเมืองอีกฝั่งหนึ่งบ้าง เช่น นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความว่าขอพระขอบคุณ สำหรับความครีเอทีฟและลงมือวิธีการนอกกรอบ แนวคิดผู้บริหารเอกชน จิตวิญญาณการค้าน่าชื่นชมค่ะ แต่อ้อกลัวต้องมาไลฟ์วนไปทุกสินค้า เดี๋ยวจะไม่มีเวลาให้กับยุทธศาสตร์ประเทศ
เริ่มที่ ทุเรียน สงสัยว่า ทุเรียนไทย ที่ถือว่ามีศักยภาพด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว (ทั้งชื่อเสียง คุณภาพและ GI) พาตัวเองมาถึงจุดๆนี้ได้อย่างไร
ข่าวจากปีที่แล้วและต้นปีนี้ เวียดนามส่งออกทุเรียนไปจีนได้ถึง 3,440 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ก้าวกระโดดมาจ่อต้นคอทุเรียนไทยที่ส่งออกจีน 4,000 ล้านดอลลาร์ เวียดนามใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 ปีเท่านั้นจากที่ได้รับอนุญาตส่งออกไปจีนอย่างเป็นทางการ (จากส่วนแบ่งมูลค่าตลาด 0% มาเป็น 40+% และปริมาณก็แซงไทยไปแล้ว)
เวียดนามเริ่มมีความได้เปรียบอย่างก้าวกระโดด จากระยะทางการขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ การขนส่งควบคุมอุณหภูมิ มีทุเรียนนอกฤดูกาล สายพันธุ์ที่ออกได้ทั้งปี
แต่ถ้าเราแข่งมุ่งแต่ส่งจีนซึ่งปัจจุบันสูงถึง 97% พอๆกับเวียดนาม เราน่าจะถึงจุดตันและเจอความเสี่ยงจากการไม่ diversify market ในขณะที่ตลาด “พรีเมียม” ที่ญี่ปุ่น ฮ่องกง (ที่เวียดนามไปเปิดตลาดพรีเมียมไว้แล้ว) เกาหลี ตะวันออกกลาง และยุโรป ยังเป็นโอกาส
สินค้าการเกษตร ไปต่อยังไง ถ้าไม่ตั้งหลักปรับโครงสร้างและนโยบาย
ตอนหาเสียง จัดเก้าอี้รองนายก รัฐมนตรี ที่จะให้รองนายกพี่แต๋ม ดูทั้งซัพพลายเชน จากผลิตไปจนขาย อัอเห็นด้วยมากเลยค่ะ แต่ตอนนี้มันไม่เป็นอย่างนั้นน่ะสิ
“นี่มัน “พรสวรรค์ทิพย์” ของท่านนายกฯ ในการมอบหมายงานนิ”
เอาเป็นว่า งานนี้นางศุภจี กำลังถูกพิสูจน์อย่างรอบด้านแบบ “ถึงพริกถึงเครื่อง” แบบเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ของชาวบ้านมันก็ยิ่งโดนแรงกระแทก ถูกทดสอบอย่างหนักหน่วง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร แม้ว่าจะมีทั้งแบบสร้างสรรค์ มีวิชามาร ร่วมผสมโรงสารพัด แต่ทุกอย่างก็ย่อมอยู่ที่ “ฝีมือ” และความตั้งใจจริง ทำให้สามารถผ่านไปได้ หากเธอเป็น “ของจริง” แต่ถ้าไม่ใช่มันก็ไปต่อลำบาก และที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อรัฐบาล ต่อนายกรัฐมนตรี และต่อพรรคภูมิใจไทย แบบเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย !!


