xs
xsm
sm
md
lg

สว.รุมสับ กกต.สอบตกจัดเลือกตั้ง “แสวง” ยันระบบแข็งแรงโปร่งใส-แทรงแซงไม่ได้ โต้ผิดพลาด 50% ชี้ แค่ 50 หน่วย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สว.รุมสับ กกต.จัดเลือกตั้ง “สอบตกความเชื่อมั่น” ปมล่าช้า-โปร่งใส ขุดปมงบ-เจ้าหน้าที่-บาร์โค้ด-คำร้องค้าง สะสมเป็นวิกฤตศรัทธา “แสวง” ยืนยันระบบแข็งแรง โปร่งใส-แทรงแซงไม่ได้ โต้ตัวเลขผิดพลาด 50% ชี้แค่ 50 หน่วย เร่งคดีแต่ซับซ้อนต้องใช้เวลา


วันนี้ (28 เม.ย.) ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณารายงาน ผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2567 ตามมาตรา 22(8) แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ 2560 โดยมีนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำข้าราชการ 12 คนมาชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา

ทั้งนี้ สว.ส่วนใหญ่อภิปรายตำหนิการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งของ กกต.ในช่วงที่ผ่านมา ว่า ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาและไม่เชื่อถือ โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สว.และสส. และตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาความล่าช้า ความไม่โปร่งใส และข้อครหาที่สะสมจากการจัดการเลือกตั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. กล่าวว่า จากที่ตนดูรายงานจากเอกสารที่ กกต.เสนอต่อวุฒิสภา พบว่า ท่านบอกจัดการเลือกตั้งได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ประชาชนคนตรวจการบ้านกลับมองสวนทางกับรายงานที่เสนอมา ในรายงานบอกว่า มีความเรียบร้อยโปร่งใส แต่ประชาชนกลับตั้งคำถามมากมายถึงการเลือกตั้ง สส. และ สว.ที่ผ่านมา รวมถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ

“มีประชาชนพูดตรงกันทั่วประเทศ ว่า “อย่ามาแหวง” แต่เลขาธิการ กกต.กับบอกอย่างภูมิใจว่าท่านไม่ถือ ไม่โกรธ และชอบด้วยซ้ำ ค้านกับความรู้สึกของประชาชนเ พราะคำว่า “อย่ามาแหวง” เขาหมายถึงว่า “ไม่เชื่อถือ” แล้วจะมาภูมิใจในความไม่เชื่อถือนี้ได้อย่างไร อยากถามว่า ปากกับใจตรงกันหรือไม่ ความจริงน่าจะเอาเสียงสะท้อนนี้ตรวจสอบว่าทำไมประชาชนพูดแบบนี้”

นพ.เปรมศักดิ์ ยังกล่าวว่า ในรายงาน กกต.บอกว่า ในปี 69 จะเต็มไปด้วยความท้าทายอย่างยิ่ง จะมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ จึงอยากถามว่า กกต.ได้ทำตามที่บอกว่า ท้าทายแล้วใช่หรือไม่ ในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการทำประชามติในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า ประชาชนกว่า 21 ล้านคน เห็นควรให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ในการแแถลงนโยบายรัฐบาล ในร่างนโยบายไม่มีการเขียนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลยแม้บรรทัดเดียว ถ้าตนเป็นกกต.โวยไปแล้ว และอนาคตการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรในเมื่อไม่มีในนโยบายรัฐบาล แล้ว กกต.ยังนิ่งเฉยได้อย่างไร

“รายงานของ กกต.ที่ส่งให้ สว.พิจารณาทำอย่างสละสลวย ทำให้ผมเคลิ้มแต่ขาดศรัทธา วันนี้ศรัทธาถูกบั่นทอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า องค์กรอิสระแห่งนี้จะคงอยู่ต่อไปได้อย่างไรบนศรัทธาที่เสื่อมคลอนลงมาเรื่อยๆ ผมอยากพูดคำหนึ่งให้เลขาธิการ กกต.และคณะที่มาชี้แจงว่า วันนี้ท่านมีอำนาจท่านมีบทบาทในการจัดการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญมอบหมาย แต่อำนาจที่ปราศจากความน่าเชื่อถือจะเป็นอำนาจที่ไร้ความหมาย” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นายปริญญา วงศ์เชิดขวัญ สว. ระบุว่า แม้ กกต. จะอ้างว่าได้รับการยอมรับ แต่ข้อเท็จจริงยังมีข้อสงสัยจำนวนมาก โดยเฉพาะการยอมรับว่าการเลือกตั้งมีข้อผิดพลาดถึง 50% ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ พร้อมชี้ว่า การเลือกตั้ง สว. ปี 67 ใช้งบกว่า 200 ล้านบาท แต่กลับเกิดข้อครหาเรื่องที่มา อีกทั้งคำร้องเรียนจำนวนมากยังค้างมานานกว่า 2 ปี โดยไม่มีความคืบหน้า ขณะที่การเลือกตั้งปี 2569 ก็ยังมีปัญหา เช่น การซื้อขายสิทธิเลือกตั้งทางออนไลน์ และข้อกังขาเรื่องบาร์โค้ดที่อาจติดตามผู้ลงคะแนนได้ พร้อมเรียกร้องให้ กกต. ชี้แจงชัดเจนว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่

น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. อภิปรายเรียกร้องให้ เร่งคลี่คลายปัญหาค้างคาจากการเลือกตั้งทั้ง สส.และ สว. ด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อลดข้อครหาที่สะสมจนกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชน โดยชี้ว่า ปัจจุบันสังคมตั้งคำถามต่อกระบวนการเลือกตั้งในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดหน่วย การนับคะแนน ไปจนถึงการรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงยากและไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน ส่งผลให้ความไม่ไว้วางใจขยายวงกว้าง

น.ต.วุฒิพงศ์ ระบุว่า การปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อยิ่งทำให้ สว.และผู้เกี่ยวข้องตกอยู่ท่ามกลางแรงกดดัน ถูกตั้งข้อสงสัยทางการเมือง ทั้งที่หลายคนยืนยันว่ามาด้วยความสุจริต พร้อมเสนอให้เปิดทางให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดแทนการคาราคาซัง โดยย้ำว่า “การปล่อยให้ฟ้องดีกว่าการปล่อยให้ค้าง” และขอให้ กกต.เร่งตัดสินใจในกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม

พร้อมยกตัวอย่างกรณีความวุ่นวายใน จ.ชลบุรี ที่ไม่มีการสั่งนับคะแนนใหม่ รวมถึงข้อสงสัยเรื่องบัตรเลือกตั้งหรือระบบบาร์โค้ดที่ยังไม่ได้รับคำอธิบายชัดเจน ว่า เป็นตัวอย่างของการตัดสินใจล่าช้า ซึ่งทำให้ข้อสงสัยฝังลึกในสังคม และอาจยืดเยื้อไปอีกยาวนาน นอกจากนี้ยังแสดงความเป็นห่วงต่อเจ้าหน้าที่ กกต.ที่อาจเผชิญปัญหาในอนาคต หากไม่เร่งสร้างความชัดเจนในประเด็นต่างๆ

ด้าน นายพรชัย วิทยาเลิศ สว. วิจารณ์การทำงานของ กกต. โดยตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนสโลแกนจาก “สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม” เป็น “สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย” ว่าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนคำ แต่สะท้อนการลดทอนหลัก “ความโปร่งใส” ซึ่งเป็นหัวใจขององค์กรอิสระ เหลือเพียงมาตรฐานขั้นต่ำคือความถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมระบุว่านี่คือจุดเริ่มต้นของวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ต่อการเลือกตั้งไทย

นายพรชัย ยังชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 มิติ ได้แก่ หนึ่ง การใช้จ่ายงบประมาณที่ขาดความชัดเจน เช่น การประชาสัมพันธ์หรือจัดกิจกรรมที่อ้างว่าสร้างการรับรู้ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ผลสัมฤทธิ์ได้จริง สอง การประเมินผลงานที่คลุมเครือและขาดตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ สาม การคัดเลือกและกำกับดูแลเจ้าหน้าที่เลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์ว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่น ทำให้กระบวนการขาดความเป็นอิสระ และสี่ การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบในเชิงนโยบาย แต่ในทางปฏิบัติกลับใช้คดีอาญาดำเนินการกับผู้ตั้งข้อสงสัย

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงมาตรฐานการใช้พยานหลักฐานในคดีเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีการนำบุคคลที่มีประวัติปัญหาด้านจริยธรรมมาเป็นพยานสำคัญ ซึ่งยิ่งสร้างข้อกังขาในกระบวนการยุติธรรม พร้อมเตือนว่าหากยังดำเนินการในลักษณะปกปิดข้อมูล งบประมาณ และคะแนนดิบ รวมถึงการดำเนินคดีกับประชาชนที่ตั้งคำถาม จะยิ่งซ้ำเติมความไม่เชื่อมั่นของสังคม

“การอ้างเพียงความ “ชอบด้วยกฎหมาย” ไม่เพียงพอสำหรับองค์กรอิสระ แต่ต้องยึด “ความโปร่งใส” เป็นเข็มทิศหลัก พร้อมเรียกร้องให้ กกต.เร่งทบทวนบทบาทและวิธีการทำงานในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายในกระบวนการเลือกตั้ง”

ทั้งนี้ สว. หลายคนต่างเรียกร้องให้ กกต. เร่งรัดสะสางคำร้องค้าง ชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมดอย่างโปร่งใส และปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็ว ตรวจสอบได้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้งในระยะยาว

ด้าน นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่า การเลือกตั้งเป็นการแข่งขันภายใต้กติกาในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นผู้เลือก ดังนั้น ผลการเลือกตั้งจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพรรคการเมือง ผู้สมัคร และประชาชน ขณะที่ กกต.มีหน้าที่ออกแบบระบบให้สุจริต เที่ยงธรรม และอำนวยความสะดวกให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อย พร้อมยืนยันว่าระบบที่ออกแบบมีความเข้มแข็ง โปร่งใส และไม่สามารถแทรกแซงได้

นายแสวง ระบุว่า ข้อกล่าวหาเรื่องความผิดพลาด “50%” นั้นไม่เป็นความจริง แต่เป็นความผิดพลาดเพียง 50 หน่วย จากกว่า 1 แสนหน่วยเลือกตั้ง อีกทั้งในวันเลือกตั้งไม่มีเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. ลงไปเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจำหน่วย โดยเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย (กปน.) เป็นประชาชนอาสากว่า 160,000 คน ขณะที่มีผู้ใช้สิทธิถึง 52 ล้านคน และยังมีผู้แทนพรรคการเมือง องค์กรเอกชน และประชาชนร่วมสังเกตการณ์เกือบแสนคน สะท้อนหลักการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

ส่วนข้อสงสัยเรื่องการฟ้องปิดปากประชาชนนั้น นายแสวง ยืนยันว่า กกต.คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยแยกชัดระหว่างการใช้สิทธิกับการกระทำผิดกฎหมาย หากมีการกระทำที่ละเมิดกติกา กกต.มีหน้าที่ดำเนินการเพื่อปกป้องความเรียบร้อยของการเลือกตั้ง

สำหรับการดำเนินคดีเลือกตั้ง เลขาธิการ กกต. ระบุว่า ได้เร่งรัดทุกสำนวนให้เสร็จภายใน 1 ปี แต่บางคดีมีความซับซ้อน ต้องรวบรวมคำร้องและพยานหลักฐานจำนวนมาก ซึ่งบางกรณีมีเอกสารเกือบ 90,000 หน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้ กกต.พิจารณา โดยย้ำว่า คดีเลือกตั้งแตกต่างจากคดีทั่วไป ต้องใช้พยานหลักฐานที่รัดกุมจนปราศจากข้อสงสัยก่อนส่งต่อศาล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย