xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ“ปิงปอง”เปิดใจใครคือ"ผู้บงการตัวจริง"อยู่เบื้องหลังมหากาพย์คดีปั่นหุ้นMORE ** สส.-สว.-ประชาชน รวมพลัง จัดหนัก ป.ป.ช.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อภิมุข บำรุงวงศ์ - อมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ - ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
ข่าวปนคน คนนปนข่าว

++ เมื่อ“ปิงปอง”เปิดใจใครคือ"ผู้บงการตัวจริง"อยู่เบื้องหลังมหากาพย์คดีปั่นหุ้นMORE

เป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียล หลังจากการเปิดใจครั้งแรกของ “ปิงปอง” อภิมุข บำรุงวงศ์ อดีตนักลงทุน และผู้ถือหุ้นใหญ่ MORE ผ่านเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ "ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และระบุว่า ตนเองถูกหลอกใช้ให้เป็นหน้าฉากใน “มหากาพย์หุ้น MORE” โดยกล่าวว่า มีขบวนการสแกมเมอร์ระดับสูง และ"ผู้บงการตัวจริง" อยู่เบื้องหลัง!

งานนี้ต้องบอกว่า ปากคำของ “ปิงปอง” ช่วยเปิดโปงแผนการแยบยลที่ถูกวางไว้ตั้งแต่หลายปีก่อน...

เริ่มจากการฟักตัว และสร้างนอมินี ในปี 2562 “เฮียม้อ” อมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) วางตัว “ปิงปอง” ให้เป็นนอมีนี โดยสั่งการให้ไปเปิดพอร์ตหุ้นกับโบรกเกอร์ถึง 10 แห่ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการกระจายคำสั่งซื้อขายในอนาคต

ระหว่าง “เฮียม้อ” กับ “ปิงปอง”นั้นมีความสัมพันธ์แนบแน่น เป็นเหมือนเจ้านายและลูกน้อง นายอภิมุข จึงยากจะปฏิเสธเมื่อถูกชักชวน

อภิมุข บำรุงวงศ์
ต่อมาปี 2562-2564 ปิงปอง ถูกสั่งให้เข้าหานักลงทุนรายใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง โดยอ้างว่า จะช่วยบริหารพอร์ตให้ทำกำไรมหาศาล แต่มีเงื่อนไขเหล็กคือ "ห้ามถามรายละเอียดแผนการ" และต้องส่งมอบ "รหัสผ่าน" พอร์ตมาให้ เพื่อที่จะได้ควบคุมทุกพอร์ตได้เบ็ดเสร็จจากจุดเดียว

ในแผนการนี้ จะถูกวางเป็นเครือข่าย "เพื่อน" มีการดึงตัวละครเสริมที่ดูมีความน่าเชื่อถือ เช่น อดีตพนักงานธนาคาร มาช่วยจูงใจนักลงทุนรายใหญ่ จนมีผู้หลงเชื่อส่งมอบพอร์ตให้ถึง 33 ราย โดยที่เจ้าของพอร์ต ไม่รู้เลยว่าชื่อของตนกำลังถูกนำไปใช้ในอาชญากรรมทางการเงิน

แล้วก็มาถึงการปั้นตัวเลข และสร้างราคา “เฮียม้อ” ใช้พอร์ตที่คุมอยู่ในมือค่อยๆ ดันราคาหุ้น MORE จากที่ถือไว้ต้นทุนเพียง 0.15 บาท ขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นหุ้นเติบโตจนราคาพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้ เฮียม้อ ผู้ถือหุ้นใหญ่ มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมหาศาลบนหน้ากระดาษ

ที่สุดมหกรรมปล้นโบรกเกอร์ ก็เกิดขึ้นในวันที่ 10 พ.ย. 2565 อันเป็นที่มาของคดี

วันนั้น “ปิงปอง”เล่าว่า “เฮียม้อ” ใช้พอร์ตทั้ง 10 แห่ง ของปิงปองที่ปิงปองไม่ได้เป็นคนคุมเอง ทำการซื้อขายผ่าน BOT หรือ ระบบอัตโนมัติ เพื่อสร้างโวลุ่มปลอม และดันราคาปิดให้สูงที่สุด ทิ้งยอดค้างชำระไว้กับโบรกเกอร์ สูงถึง 4,500 ล้านบาท โดยที่ปิงปองบอกว่า “ไม่อยากทำ” แต่เฮียม้อ พูดกล่อมว่าเดี๋ยวจะเอาเงินมา แต่สุดท้ายก็ไม่คืนเงินปล่อยให้ นายอภิมุข รับผิด

อมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ
ว่ากันว่า หลักฐานจากกล้อง CCTV และแชตไลน์ ในช่วงวันที่ 9-14 พ.ย.2565 ยืนยันการพบปะกันของตัวละครสำคัญทั้งหมด ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้าง ที่ว่าไม่รู้จักกัน หรือไม่เกี่ยวข้องกับการวางแผน

วันเกิดเหตุ สภาพของ “วอร์รูม” สถานที่ที่ใช้เป็นกองบัญชาการของขบวนการนี้ แบ่งเป็น “คนในห้อง” ซึ่งมี เฮียม้อ-ปิงปอง-เพื่อน-คนทำBOTและทนาย ส่วน “กลุ่มนอกห้อง” มีนอมินีที่ถูกหลอกเอาพาสเวิร์ด และบัญชีมาใช้ แยกกันชัดเจน
หลังเกิดเหตุ “เฮียม้อ” รีบออกสื่อทันที เพื่อปฏิเสธความเกี่ยวข้อง โดยอ้างว่าตนเองไม่มีชื่อในการทำธุรกรรมวันนั้น พร้อมโยนความผิดทั้งหมดไปที่ “ปิงปองและกลุ่มนอมินี”

ที่สำคัญ “ปิงปอง” ได้พูดถึงการหลบหนีของตนเองว่า มีการใช้ทีม “ทนายความ” แนะนำให้ปิงปองหลบหนีไปต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ตกเป็นพยานพาดพิงถึงตัวจริง โดยมีการวางแผนเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อตัดตอนหลักฐานไม่ให้สาวถึงตัวผู้วางแผนหลัก
ขณะที่ นักลงทุน 33 ราย ที่ถูกหลอกเอาชื่อไปใช้ ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงและปั่นหุ้น เสี่ยงคุก เสียทั้งเงินและชื่อเสียง ในขณะที่เงินที่ได้จากการขายหุ้น ถูกผ่องถ่ายออกไปตามแผนที่วางไว้

สุดท้าย เมื่อ “ปิงปอง” ตระหนักว่า ตนเองถูกทอดทิ้งให้รับผิดเพียงลำพัง เขาจึงตัดสินใจให้สัมภาษณ์ เพื่อแฉความจริงว่า "ใครคือผู้วางแผนตัวจริง" และ ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด จึงถูกเปิดเผยออกมาด้วยประการฉะนี้

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
++ สส.-สว.-ประชาชน รวมพลัง จัดหนัก ป.ป.ช.

เวลานี้ไม่มีใครปฏิเสธว่า การทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่มีมติ ยกคำร้อง ข้อกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรมว.คมนาคม ในคดี “ซุกหุ้น” ที่สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น นอกจากขัดความรู้สึกของสังคม แล้วยังเข้าข่ายผิดกฎหมายด้วย

เพื่อลดทอนความ “เหิมเกริม” ของป.ป.ช. ที่อาจกำลังหลงระเริง ว่ามีการเมืองหนุนหลัง หลายฝ่ายจึงหาช่องทางให้มีการ “ตรวจสอบ” การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.

วานนี้ (27 เม.ย.) “ศรีสุวรรณ จรรยา” ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อมีคำวินิจฉัยในเรื่องนี้ ว่า...

การที่ ป.ป.ช. มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 8 ก.ย.68 ว่า “ศักดิ์สยาม” ไม่จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน หรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ แต่มิได้แถลงให้สาธารณชนทราบ กระทั่งมาแถลงให้ทราบ เมื่อ 23 เม.ย.69 ซึ่งรายละเอียดในคำแถลง นั้น มีพิรุธมากมาย อันส่อขัด หรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยตรง จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำความเห็น เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของป.ป.ช.ในเรื่องดังกล่าว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ ประกอบ มาตรา 5 หรือไม่ หรือทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครอง เพื่อพิจารณาไต่สวนต่อไป

ศรีสุวรรณ จรรยา
นอกจาก “พี่ศรี” จะเคลื่อนไหวผ่านผู้ตรวจการฯแล้ว ฝ่ายค้านโดยพรรคประชาชน ยังได้ใช้ช่องทางตาม มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา จำนวนไม่น้อยกว่า หนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อ กล่าวหาว่ากรรมการป.ป.ช. ผู้ใดกระทำการมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

นั่นคือ ต้องใช้เสียง สส.-สว. 140 เสียงขึ้นไป ในการยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา เพื่อดำเนินการตามช่องทางนี้

แต่พรรคประชาชน มีเสียง สส. 120 เสียง จึงต้องการเสียงสนับสนุนจาก สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่างพรรคประชาธิปัตย์ หรือ พรรคกล้าธรรม รวมทั้ง สว.ในกลุ่มสว.สีส้ม หรือ สว.สีขาว อีก 20 เสียง จึงจะดำเนินการได้

ต้องวัดใจว่า สส.ประชาธิปัตย์ - กล้าธรรม และสว.ที่ไม่ใช่ “กลุ่มสว.สีน้ำเงิน” จะร่วมลงชื่อด้วยหรือไม่

ขณะเดียวกัน “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ก็ออกรณรงค์ล่าชื่อประชาชน 2 หมื่นรายชื่อ เพื่อร่วมดำเนินการ ในอีกทางหนึ่ง

หากสามารถล่าชื่อสส.-สว. ได้ 140 ชื่อ ตามขั้นตอนก็จะต้องยื่นรายชื่อ พร้อมคำร้อง หลักฐาน ที่เห็นว่าป.ป.ช.กระทำการมิชอบ ให้ประธานรัฐสภา เสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมือง และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มาไต่สวนหาข้อเท็จจริง

ซึ่งประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน ก็คือ “โสภณ ซารัมย์” จากพรรคภูมิใจไทย คนที่เรียก “เนวิน ชิดชอบ” ว่า “ลูกพี่” จนติดปาก จะปล่อยให้เรื่องผ่านไปตามขั้นตอน อย่างลื่นไหลหรือไม่

เพราะรัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้ประธานรัฐสภา สามารถ “ใช้ดุลพินิจ” ในการกลั่นกรองเรื่องร้องเรียนได้

คือจะส่งไป หรือตีตก ก็ได้ ซึ่งหากมองในทางการเมืองแล้วโอกาสที่เรื่องนี้จะไปถึงมือศาลฎีกา จึงริบหรี่เต็มทน

นี่คือความจริง ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการเมืองไทย ที่กลไกตรวจสอบ มีข้อจำกัดจากความสัมพันธ์ทางอำนาจ และผลประโยชน์ การคาดหวังให้ฝ่ายการเมือง เป็นหัวขบวนในการตรวจสอบองค์กรอิสระ จึงมีความเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะยากขนาดไหน ก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลย ก็เหมือนปล่อยให้คนพวกนี้สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ

ต้องติดตามกันว่า จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยก็ให้ประชาชนได้รู้ว่า องค์กรอิสระในวันนี้ไม่ได้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง!!