อดีต สส.ปชป. มองการเมืองไทยยุค “เงินนำอำนาจ” ปมแตกแยกพรรค-งูเห่าเพ่นพ่าน สส.ไม่แคร์มติพรรค ชี้ รวมมุ้ง-บ้านใหญ่ จุดชนวนแย่งอำนาจภายใน สะท้อนวิกฤตเอกภาพพรรคการเมืองทุกค่าย ส่วนพรรคไร้ทุนมีสิทธิแตกยับ ก่อนเลือกตั้งส่อภาพ “ต่างคนต่างไป” เต็มรูปแบบ
วันนี้ (26 เม.ย.) เทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช กล่าวถึงบรรยากาศการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคการเมืองในช่วงเดือนเมษายน ว่า หลายพรรคมีความเคลื่อนไหวสำคัญ โดยเฉพาะ พรรคภูมิใจไทย ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ประกาศย้ำความสามัคคีภายใน ด้วยการยุบรวมกลุ่มก๊วน หรือ “มุ้งการเมือง” ให้เหลือเพียง “มุ้งอนุทิน” เพื่อให้การทำงานเป็นเอกภาพ
นายเทพไท ระบุว่า ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพภายในพรรคการเมืองยังพบได้หลายพรรค ไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อไทย ที่มีแรงกระเพื่อมระหว่าง สส.รุ่นกลาง กับ สส.อาวุโสจากปมตำแหน่งรัฐมนตรี หรือ พรรคประชาชน ที่มีความเห็นต่างด้านอุดมการณ์ รวมถึง พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีบางกลุ่มต้องการเข้าร่วมรัฐบาลจนขัดกับแนวทางผู้นำพรรค โดยความขัดแย้งดังกล่าวเป็น “ธรรมชาติการเมืองยุคใหม่” ที่มี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การเมืองแบบเงินนำ (Money Politics) ใช้ทุนและการซื้อเสียงเป็นตัวชี้ขาด ส่งผลให้ สส.บางส่วนมุ่งหาพรรคที่มีศักยภาพด้านการเงิน เกิดปรากฏการณ์ “งูเห่า” การรวมมุ้ง-บ้านใหญ่ในพรรคเดียวกัน ทำให้เกิดการต่อรองตำแหน่ง เมื่อไม่ได้รับผลประโยชน์ก็นำไปสู่ความขัดแย้งภายใน และรัฐธรรมนูญปี 2560 เปิดช่องสส.ฝ่าฝืนมติพรรค ทำให้ย้ายพรรคได้ง่ายขึ้น และบางกรณีถึงขั้นท้าทายพรรคเพื่อให้ถูกขับออก
“ปัจจัยทั้ง 3 ข้อ ทำให้การเมืองไทยในปัจจุบัน “ไม่ยึดโยงพรรค แต่ยึดโยงทุน” นักการเมืองจำนวนหนึ่งไม่สนกระแสหรืออุดมการณ์ แต่ให้ความสำคัญกับแหล่งทุน เพื่อใช้ในพื้นที่เลือกตั้งและรักษาเก้าอี้ส.ส.สุดท้ายแล้ว เอกภาพของพรรคการเมืองไม่ได้อยู่ที่อุดมการณ์ แต่อยู่ที่ศักยภาพทางการเงิน พรรคใดดูแลสมาชิกไม่ได้ ก็มีโอกาสแตกแยก และเมื่อถึงการเลือกตั้งก็อาจเกิดภาวะต่างคนต่างไป” นายเทพไท กล่าว


