เมืองไทย 360 องศา
หลังจากที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้เคยออกมาเปิดเผยแบบโยนหินถามทาง หรือ “หยั่งเชิง” มาก่อนหน้านี้แล้วว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมที่จะออกพระราชกำหนดกู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้แก้ไขวิกฤตทางการเศรษฐกิจ และเยียวยาประชาชนในยามวิกฤต พร้อมทั้งเตรียมขยายเพดานหนี้อีกร้อยละ 5 จากเดิมที่กำหนดเอาไว้ที่ร้อยละ 70 แต่ก็ถูกโจมตี แบบโดนถล่มเละ จนวันรุ่งขึ้น ต้องเปลี่ยนท่าทีใหม่ โดยอ้างแค่ว่ากำลังรับบัญชามาศึกษาความเป็นไปได้และข้อกฎหมาย ยังไม่คิดจะกู้ในเวลานี้
ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหาดไทย ก็เลี่ยงที่จะกล่าวโดยตรง พร้อมกับโบ้ยให้ไปถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
อย่างไรก็ดี มีความชัดเจนขึ้นเมื่อล่าสุด นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเตรียมขั้นตอนการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท โดยจะไม่มีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับปัจจุบันที่ 70% ต่อ GDP เนื่องจากยังเหลืออยู่ 4% จึงจะถึงเพดาน สามารถกู้ได้อีกราว 8 แสนล้านบาท
พร้อมทั้งยืนยันว่า ปีนี้จะไม่มีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากอัตราปัจจุบันที่จัดเก็บ 7% อย่างแน่นอน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ไม่เอื้ออำนวย โดยจะขยายเวลาการใช้อัตราภาษี VAT ที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี
นายเอกนิติ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1.4% เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปที่ 2.9% ซึ่งเป็นผลกระทบด้านราคาพลังงานจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่วนในปี 70 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.2% ส่วนเงินเฟ้อชะลอลงมาอยู่ที่ 1.5%
และในการชี้แจงกระทู้ของฝ่ายค้านในสภา นายเอกนิติ ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบัน มาตรา 172 คือสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น สิ่งหนึ่งที่พยายามทำอยู่ในปัจจุบันคือพยามดูงบประมาณในส่วนอื่นว่าเรามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเตรียมที่จะเอามาช่วยเยียวยาประชาชน หากถามว่าสถานการณ์วิกฤตหรือไม่ วันนี้มีการดูความหมายของวิกฤตได้หลายอย่างวิกฤตครั้งนี้จะแตกต่างจากวิกฤตในอดีต
“วันที่ผมได้ไปประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศทุกคนยอมรับว่านี่คือวิกฤตของโลก ที่ทุกคนเจอเหมือนกันผ่านวิกฤตตะวันออกกลางฉะนั้นตนก็เตรียมความพร้อมว่าถ้ารุนแรงมากขึ้นก็ต้องเตรียมทรัพยากรทางการเงินมาดูแลประชาชนอย่างไร โดยมอบให้กรมบัญชีกลางไปดูเม็ดเงินที่ไม่ยังไม่เบิกจ่ายมีเงินเหลือเท่าไหร่เพื่อเอามาดูแลประชาชนที่เดือดร้อน สิ่งที่น่าเป็นห่วงทุกวันนี้ทุกคนในต่างประเทศพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขออย่าให้หว่านแห”
เพราะทรัพยากรทั้งโลก เราพึ่งฟื้นตัวจากโควิดปัญหาของฐานะการคลังของทั้งโลกไม่เหมือนในอดีตเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องใช้คือ ต้องใช้ให้ตรงจุด โดยเราพยามดูแลกลุ่มเปราะบางไม่ให้ผลกระทบส่งผ่านไปถึงคนอื่นๆอย่างรวดเร็ว ผ่านราคาสินค้า แต่ไม่ใช่เหวี่ยงแหไม่ช่วยให้เศรษฐีที่อาจจะใช้รถน้ำมันดีเซลเหมือนกันได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกับกลุ่มคนที่เดือดร้อนเพราะฉะนั้นเราต้องมองคนที่เดือดร้อนจริงๆนี่คือนโยบายที่ทั้งโลกเห็นว่าเป็นนโยบายที่ควรมาช่วยคนที่เดือดร้อนมากที่สุด
“วันนี้มาตรา 172 ควรใช้หรือยังผมก็ต้องเตรียมกระสุนไว้ถ้างบประมาณที่เราสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอเราก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นเพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยาและสิ่งที่ตนพยายามทำไว้คือคือนอกจากเราจะมาใช้ไม่ใช่กลุ่มเยียวยาแต่เอามาใช้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศช่วยให้ประเทศไทยถ้าพ้นวิกฤติครั้งนี้ประเทศไทยสามารถกลับมาเข้มแข็งขึ้น ช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการพึ่งผ่านน้ำมันก๊าซธรรมชาติการนำเข้าเยอะก็มาใช้พลังงานทดแทนซึ่งเป็นการเตรียมการล่วงหน้า และการยกระดับให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถแข่งขันที่ดีขึ้นถ้าเราพ้นวิก วันนี้ งบประมาณของเราเรียกว่าใช้เต็มเพดานที่บอกว่าเราจะขาดทุนได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี ร้อยละ 80 ของการชำระต้นเงินกู้เพราะฉะนั้นวันนี้ เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่าและถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172” นายเอกนิติ กล่าว
เมื่อฟังจากปากของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ สรุปได้เลยว่า “กู้แน่” ในวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ส่วนจะมีการ “ขยายเพดานหนี้” อีกร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 75 หรือไม่ ค่อยมาว่ากัน เพราะ นายเอกนิติ ย้ำว่า “ไม่ขยาย” เพราะเวลานี้เหลือเพดานให้กู้อีกกว่าร้อยละ 4 คือ สามารถกู้ได้อีกราว 8 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ดี เมื่อฟังจากฝ่ายค้านจาก น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่เชื่อว่าจะต้องมีการขยายเพดานหนี้อีกร้อยละ 5 ด้วย โดยเธอตั้งข้องเกตว่า รัฐบาลพยายามปฏิเสธว่ายังไม่มีการขยายนั้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจริงกลับพบว่ารัฐบาลเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขยายเพดานหนี้ในที่สุด
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะ ณ เดือน ก.พ. 2569 จะอยู่ที่ 66% แต่รัฐบาลยังมีแผนกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 อีกเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพี พุ่งไปที่ 67% และหากมีการออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% ทันที
ดังนั้นก่อนที่ ครม. จะมีมติเงินกู้ รัฐบาลต้องประกาศขยายเพดานหนี้อย่างแน่นอน จึงไม่เข้าใจว่า เหตุใดรัฐบาลถึงยังปากแข็ง ปฏิเสธเรื่องนี้ต่อประชาชน
ราคาที่ต้องจ่าย ของการก่อหนี้ครั้งนี้สูงมาก โดยเฉพาะภาระดอกเบี้ยที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งปัจจุบันงบชำระดอกเบี้ยปี 2569 อยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 9% ของรายได้รัฐ และมีแนวโน้มจะพุ่งเป็น 12% ในปี 2570 ในขณะที่หนึ่งในเกณฑ์สำหรับการเป็นพันธบัตรระดับ Investment Grade (ระดับน่าลงทุน) ระบุว่าสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ไม่ควรเกิน 10% หากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ทั้งต้นและดอกรวมกว่า 5.2 แสนล้านบาท และจะเพิ่มสูงถึง 6.4 แสนล้านบาทในปี 2573 ยิ่งกัดกินงบประมาณแผ่นดินให้เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จนอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ
ดังนั้นเรื่องการออกพระราชกำหนดกู้เงินในวงเงิน 5 แสนล้านบาท นั้นมั่นใจว่าต้องดำเนินการแน่นอน เพียงแต่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่เท่านั้นเอง แต่ขณะเดียวกันเมื่อกู้เงินแล้วจะมีการ “ขยายเพดานหนี้” ไปด้วยหรือไม่ยังเป็นเรื่องน่าติดตาม เพราะจากตัวเลขหนี้สาธารณะที่ทางฝ่ายค้านอย่าง น.ส.ศิริกัญญา นำมาอ้างอิง หากมีการกู้มาเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท ก็ทำให้ทะลุเพดานเกินร้อยละ 70 ทันที เอาเป็นว่าเรื่องตัวเลขอาจเข้าใจยาก แต่มาถึงนาทีนี้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะทุกคนย่อมมีส่วนตัวเสียทั้งนั้น !!


