“กรณ์” ตั้งกระทู้ ซัดรัฐบาลปล่อยโรงกลั่นโกยกำไรเกินจริงจากวิกฤตราคาน้ำมัน ปล่อยประชาชนแบกภาระลำพัง จี้ทวงคืนส่วนเกินกว่า 2 หมื่นล้านบาท พร้อมตั้งคำถามแรงถึงแผนกู้เงิน 5 แสนล้าน เข้าข่ายวิกฤตจริงหรือไม่ ขณะ “เอกนิติ” แจงต้องประคองสมดุลพลังงาน-การคลัง ไม่ให้ลามเป็นวิกฤตใหญ่ทั้งระบบ
วันนี้ (23 เม.ย.) ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องปัญหาราคาน้ำมัน โดยระบุว่า ที่ผ่านมา ยังไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ารัฐบาลบริหารจัดการปัญหาพลังงานผิดพลาดหลายเรื่อง โดยเฉพาะการปล่อยให้โรงกลั่นกำหนดราคาขายน้ำมันสูงเกินปกติหลายเท่าตัว ทั้งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเอง ก็ยอมรับว่า ระดับค่าการกลั่นปกติควรอยู่ไม่เกินลิตรละ 2 บาท
นายกรณ์ กล่าวว่า ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา ควรมีการปรับลดค่าการกลั่นลงมา 2 บาท แต่สูตรการคำนวณกลับใช้อัตราเปรียบเทียบที่ 7 บาท และเมื่อเฉลี่ยตลอดกว่า 20 วันที่ผ่านมา ส่วนลดที่ควรเกิดขึ้นตามสูตรควรอยู่ที่ลิตรละ 8.50 บาท ไม่ใช่เพียง 2 บาท จึงสะท้อนว่าอัตราที่รัฐใช้ไม่ใช่อัตราที่เป็นธรรมที่แท้จริง ทำให้ตลอดช่วงที่ผ่านมาประชาชนต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่โรงกลั่นยังมีกำไร และรัฐบาลก็ไม่ได้ลดภาษีสรรพสามิตช่วยประชาชนแม้แต่สตางค์เดียว ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น และเป็นต้นตอให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
นายกรณ์ ยังกล่าวว่า แม้วันนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลงแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นคือราคาสินค้าทั่วไปที่ลดลงตาม พร้อมทวงถามความคืบหน้าของคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ คตร. ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน ว่า ผ่านมา 15 วันแล้ว มีข้อสรุปหรือยังว่าสูตรกำหนดค่าการกลั่นที่เป็นธรรมต่อประชาชนควรเป็นเท่าใด และรัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไรในการนำกำไรส่วนเกินที่โรงกลั่นได้รับตลอดเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งคำนวณเป็นเงินราว 2 หมื่นล้านบาท กลับคืนมาให้ประชาชน
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ชี้แจงว่า คตร.ได้พิจารณาประเด็นค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานเคยประกาศว่าพุ่งขึ้นไปกว่า 10 บาทต่อลิตร และเมื่อดูในรายละเอียดพบว่าเป็นเพียงตัวเลขอ้างอิงที่ที่ประชุมเรียกว่า “ค่าการกลั่นทิพย์” ซึ่งอิงราคาสิงคโปร์ โดยยังไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ผิดปกติในช่วงสงครามตะวันออกกลางอย่างครบถ้วน
นายเอกนิติ กล่าวว่า คตร.ได้เชิญโรงกลั่นแต่ละแห่งเข้าหารือ และพบว่า ต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละโรงกลั่นไม่เท่ากัน เนื่องจากต้องแบกรับค่าความเสี่ยงหรือต้นทุนส่วนเพิ่ม หรือ War Premium ในการนำเข้าน้ำมันดิบ รวมถึงค่าประกันภัยที่สูงผิดปกติ และบางแห่งยังต้องจ่ายค่าเช่าเรือหรือค่าขนส่งเพิ่มเป็นพิเศษ จึงทำให้ต้นทุนจริงไม่สะท้อนกับตัวเลขอ้างอิงตามตลาดสิงคโปร์
ทั้งนี้ คตร.ได้ข้อสรุปและเสนอคณะรัฐมนตรีไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า หากค่าการกลั่นไม่สะท้อนความเป็นจริง ก็ต้องมีการปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง ซึ่งที่ผ่านมาโดยเฉพาะดีเซล มีการอ้างอิงราคาสิงคโปร์จนทำให้ราคาขายสูงกว่าปกติ ทั้งที่ต้นทุนจริงต่ำกว่า จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ค่าการกลั่นทิพย์” ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้กำกับให้มีการปรับตัวเลขให้ถูกต้องมากขึ้น
ส่วนผลตอบแทนส่วนเกินจากค่าการกลั่น นายเอกนิติ ระบุว่า คตร.ได้เสนอให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ว่าด้วยการกำหนดราคาน้ำมันในช่วงขาดแคลน พ.ศ. 2516 ซึ่งกระทรวงพลังงานก็ได้ใช้อำนาจดังกล่าวเป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม เพื่อลดผลตอบแทนส่วนเกินลงมาอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร ขณะที่ในเดือนเมษายนจะต้องพิจารณาอีกครั้ง โดยจะใช้ต้นทุนค่าการกลั่นจริงเป็นฐาน ไม่ใช่ตัวเลขอ้างอิงที่ไม่สอดคล้องกับความจริง
สำหรับข้อเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นายเอกนิติ ชี้แจงว่า รัฐบาลต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างฐานะการคลังกับการช่วยเหลือประชาชน โดยเลือกใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลเสถียรภาพราคา เพื่อไม่ให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันส่งผ่านสู่ประชาชนอย่างรวดเร็ว ขณะที่ภาษีสรรพสามิตเป็นรายได้สำคัญของรัฐ ซึ่งต้องนำไปใช้ดูแลประชาชนในภาคส่วนอื่นด้วย ไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้น้ำมันเท่านั้น
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐไม่รักษาสมดุลการใช้เครื่องมือทางการคลังให้เหมาะสม อาจทำให้ประชาชนอีกหลายกลุ่มได้รับผลกระทบ และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ หากบริหารวิกฤตพลังงานไม่ดี ก็อาจลุกลามเป็นวิกฤตการคลังที่สร้างความเดือดร้อนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ ยังโต้แย้งว่า การปรับลดค่าการกลั่นลงมา 2 บาท ที่ผ่านมา เป็นเพียงการแก้ปัญหาย้อนหลัง หลังเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว และขณะนี้ยังมีการปรับเพิ่มเป็น 5 บาท เพื่อสะท้อนค่าการกลั่นเฉลี่ยเดือนเมษายน ทั้งที่ตลอดกว่า 20 วันที่ผ่านมา ประชาชนต้องจ่ายค่าการกลั่นในระดับ 14-15 บาทต่อลิตร จึงต้องถามต่อว่ารัฐบาลมีแผนอย่างไรในการนำกำไรส่วนเกินที่ประชาชนจ่ายไปแล้วให้กับโรงกลั่นตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา กลับคืนมา
นายกรณ์ ยังระบุด้วยว่า ประเด็นภาษีสรรพสามิตไม่ควรถูกมองว่าเป็นการช่วยคนเพียงบางกลุ่ม เพราะในความเป็นจริงผู้ใช้น้ำมันคือคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมผ่านต้นทุนสินค้าที่แพงขึ้น และเมื่อราคาน้ำมันลดลง ราคาสินค้าก็มักไม่ลดลงตาม ขณะเดียวกัน เมื่อ คตร.ทำหน้าที่เสร็จแล้ว สิ่งที่สังคมกำลังรอฟังคือรัฐบาลจะเปลี่ยนสูตรคำนวณค่าการกลั่นอย่างเป็นระบบหรือไม่
จากนั้น นายกรณ์ ได้ขยายประเด็นไปสู่กรณีที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลอาจออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่อง “ค่อนข้างพิสดาร” เพราะมีการพูดออกมาโดยที่กระทรวงการคลังยังไม่ได้หารือรับรู้ พร้อมแสดงความกังวลว่าอาจมีบุคคลอื่นอยู่เบื้องหลังแนวคิดดังกล่าว และตั้งคำถามว่านายเอกนิติจะสามารถรักษาวินัยการเงินการคลังได้มากน้อยเพียงใดในอนาคต
นายกรณ์ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันฐานะการคลังไทยยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี แม้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เมื่อเทียบกับหลายประเทศยังอยู่ในระดับที่บริหารได้ เพราะมีกฎหมายหนี้สาธารณะกำหนดเพดานการขาดดุลไว้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 172 เปิดช่องให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินได้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในอดีตเคยใช้ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 และวิกฤตโควิดปี 2563 ที่เศรษฐกิจติดลบหนัก
“แต่สถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีสงครามตะวันออกกลาง กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ยังประเมินว่า GDP ไทยจะเป็นบวกที่ 1.5% จึงต้องถามว่านี่เข้าข่ายวิกฤตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงหรือไม่” นายกรณ์ กล่าว พร้อมตั้งคำถามต่อว่า รัฐบาลประเมินสถานการณ์ปัจจุบันว่าเข้าเกณฑ์มาตรา 172 แล้วหรือไม่ และในสถานการณ์แบบใดที่รัฐบาลจะตัดสินใจออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากการขาดดุลตามงบประมาณปกติ
นายเอกนิติ ชี้แจงตอบว่า ขณะนี้รัฐบาลพยายามตรวจสอบว่างบประมาณส่วนใดที่ยังมีเหลือ และสามารถดึงกลับมาใช้เยียวยาประชาชนได้ โดยตนได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางตรวจสอบเม็ดเงินเบิกจ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อหาแหล่งงบประมาณมาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และยืนยันว่าการพิจารณาคำว่า “วิกฤต” ในครั้งนี้ไม่ควรวัดเพียงตัวเลข GDP อย่างเดียว เพราะจากการหารือกับธนาคารโลกและ IMF ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าขณะนี้เป็นวิกฤตระดับโลกที่หลายประเทศต้องเผชิญร่วมกัน
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า รัฐบาลต้องเตรียม “กระสุนทางการเงิน” ไว้ล่วงหน้า หากงบประมาณที่สามารถเรียกคืนมาใช้ได้ไม่เพียงพอ ก็จำเป็นต้องเตรียมเครื่องมืออื่นรองรับไว้ พร้อมย้ำว่าแนวทางช่วยเหลือจะต้องไม่เป็นแบบ “หว่านแห” แต่ต้องพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางและภาคขนส่งที่ได้รับผลกระทบจริง เพื่อไม่ให้ต้นทุนน้ำมันส่งผ่านไปสู่ประชาชนวงกว้างอย่างรวดเร็ว
“สิ่งที่ผมเตรียมไว้ คือ ถ้างบประมาณที่เราเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอ ก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นมาดูแลกลุ่มที่ต้องเยียวยา และหากพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ประเทศไทยต้องเข้มแข็งขึ้น ต้องเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติไปสู่พลังงานทดแทนมากขึ้น วันนี้เรากู้เงินเต็มเพดานที่กำหนดแล้ว จึงต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างอย่างคุ้มค่า และก็อาจต้องใช้มาตรา 172” นายเอกนิติ กล่าว
นอกจากนี้ นายกรณ์ ยังตั้งคำถามเพิ่มเติมถึงการปราบปรามขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ โดยอ้างว่า เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้อายัดทรัพย์เพิ่มเติมจากเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติของ นายยิม เลียก นักธุรกิจชาวกัมพูชา และ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ รวมมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท โดยหนึ่งในทรัพย์สินที่ถูกอายัดคือหุ้นของบริษัท ฟินันเซีย ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นายกรณ์ ระบุว่า ผู้ถือหุ้น คือ บริษัท พิลกริม และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเกี่ยวข้องกับอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเคยถูกเสนอชื่อในรัฐบาลอนุทิน 1 โดยอดีตรัฐมนตรีรายดังกล่าวอ้างมาตลอดว่าหุ้นในบริษัทดังกล่าวเป็นของตนเอง แต่การที่ ปปง.เข้ายึดอายัดทรัพย์ครั้งนี้ เท่ากับสะท้อนว่าหลักฐานที่มีอยู่ชี้ว่า หุ้นดังกล่าวอาจเกี่ยวโยงกับกองทุนที่เชื่อมโยงนายเบน สมิธ
พร้อมกันนี้ นายกรณ์ ยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของประธาน ก.ล.ต. ซึ่งเคยเป็นอดีตปลัดกระทรวงดีอี และเคยร่วมลงนามเอ็มโอยูที่ภายหลังถูกยกเลิกกับกองทุนของนายเบน สมิธ อีกทั้งยังถูกดีเอสไอกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 แต่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรมว.คลัง ว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการกวาดล้างกลุ่มทุนสีเทาในตลาดทุนหรือไม่
ด้าน นายเอกนิติ ยืนยันว่า ตนยึดหลักความโปร่งใสและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสำคัญ ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยหรือบุคคลใดก็ตาม หากมีหลักฐานชัดเจนก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยตนได้กำชับเลขาธิการ ก.ล.ต. ให้เร่งตรวจสอบและประสานข้อมูลกับต่างประเทศ หากพบหลักฐานชัดต้องดำเนินการให้ถึงที่สุดตามกฎหมาย


