ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ วัดใจ“อนุทิน” กล้าตั้ง “ศักดิ์สยาม”เป็นรัฐมนตรี หรือไม่ ?!
กำลังเป็นประเด็นร้อน เรื่องที่ “เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จะกลับมานั่งเป็นรัฐมนตรี หลังป.ป.ช. มีมติยกคำร้อง เรื่อง “ซุกหุ้น” ซึ่งเป็นมติที่ “หัก” คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ “ศักดิ์สยาม” พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี
เพราะข้อกล่าวหา “ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน” นั้น เมื่อศาลฯเห็นว่า ศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งหุ้น ของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ก็ต้องแปลว่า เป็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จแน่ๆ
หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ก็มีคนไปยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. และมีการไต่สวนนานข้ามปี ปรากฏว่า เมื่อเดือนกันยายน 2568 ป.ป.ช. ลงมติอย่างเงียบเชียบ “ยกคำร้อง” คดียื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ
สังคมจึงต้องการคำตอบว่า ป.ป.ช. มีเหตุผลใด ในการยกคำร้อง หรือ ป.ป.ช.จะเอาสีข้างเข้าถู ว่า “ขาดเจตนา” หรือ “บกพร่องโดยสุจริต”
และที่สำคัญคือ การลงมติครั้งนี้ แม้แต่ “สุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการ ป.ป.ช. ซึ่งช่วงนั้นเป็น รองเลขาธิการฯ ทำหน้าที่ รักษาการเลขาธิการป.ป.ช. ก็ยังไม่รู้เรื่อง
หรือเป็นเพราะอำนาจเปลี่ยน คดีเลยพลิก!
อีกประเด็นคือ เมื่อ ป.ป.ช.ยกคำร้องแล้ว “ศักดิ์สยาม” จะกลับมาเป็นรัฐมนตรี ได้หรือไม่... จะติดเงื่อนไขที่ว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันทุกองค์กร หรือไม่
ปัญหานี้มีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายที่เห็นว่ายังกลับมาได้ จะอ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการวินิจฉัยว่า “ขาดคุณสมบัติ ณ เวลานั้น” ไม่ใช่การตัดสิทธิ์ถาวร เมื่อพ้นเหตุ เช่น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับหุ้นนั้นแล้ว ไม่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนนั้นแล้ว ก็ถือว่าเป็นสถานการณ์ใหม่ ที่ต้องพิจารณาคุณสมบัติกันใหม่
ดังนั้น เมื่อรู้ว่าตรงจุดไหนมีปัญหา ก็ไปเคลียร์ตรงจุดนั้น ให้เรียบร้อย ก็ไม่ขาดคุณสมบัติแล้ว
ส่วนฝ่ายที่เห็นว่า โอกาสที่จะกลับมาเป็นรัฐมนตรี “แทบเป็นศูนย์” แม้ ป.ป.ช. จะยกคำร้อง แต่ผลผูกพันของศาลรัฐธรรมนูญจะมีน้ำหนักกว่า และประเด็นสำคัญคือ ในทางกฎหมายแล้ว ถูกมองว่าเป็นคนละเรื่องกัน
ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี และชี้ว่า “ศักดิ์สยาม” ขาดคุณสมบัติ ทำให้พ้นตำแหน่ง
ขณะที่ ป.ป.ช. จะดูเรื่องเจตนา ว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่ ที่ยกคำร้อง เพราะหลักฐานไม่พอพิสูจน์เจตนา ก็เป็นได้
ดังนั้น ต่อให้ ป.ป.ช.ยกคำร้อง ก็ไม่ได้ลบล้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ!
เรื่องนี้ “จรัญ ภักดีธนากุล” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาฟันธงว่า “ศักดิ์สยาม” ไม่มีคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีได้อีก เพราะมีปัญหาจากเรื่อง "นอมินี" หรือการซุกหุ้น ซึ่งศาลมองว่ามีเจตนา เป็น“นิติกรรมอำพราง”
แม้ในขณะนี้ป.ป.ช. ได้ตีตกคำร้องในบางประเด็นไป แต่ต้องเข้าใจว่าบทบาทหน้าที่ของ ป.ป.ช. กับการพิจารณาคุณสมบัติทางการเมืองนั้น เป็นคนละส่วนกัน
ประเด็นสำคัญคือ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยว่า “ศักดิ์สยาม” ขาดคุณสมบัติเนื่องจากการซุกหุ้นไปแล้ว กรณีนี้ย่อมเข้าข่าย “ลักษณะต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับทั้งกับการเป็น สส. และรัฐมนตรี
ด้วยเหตุนี้ “ศักดิ์สยาม” จึงไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ เพราะความซื่อสัตย์สุจริตที่เป็นที่ประจักษ์ ถือเป็นคุณสมบัติบังคับที่สำคัญมาก สำหรับคนที่จะเป็นรัฐมนตรี
เหนืออื่นใด คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นที่สุด ไม่มีช่องทางหรือประตูใด ที่จะไปร้องขอให้องค์กรอิสระอื่นมาเพิกถอนคำวินิจฉัยนี้ได้
นี่เป็นความเห็นในแง่มุมกฎหมายของ “อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” คนหนึ่ง ซึ่ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” ไม่จำเป็นต้องเชื่อก็ได้
ด้วยอำนาจของ “อนุทิน” และบารมีของ “ครูใหญ่เนิวน” สามารถตั้ง “ศักดิ์สยาม” เป็นรัฐมนตรีได้อยู่แล้ว ใครอย่ามาขวาง ...
แล้วคอยดูว่าจะมีคนไปร้องว่า “อนุทิน” ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง เหมือนกรณี “นายกฯเศรษฐา” ตั้ง “ทนายถุงขนม” พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีหรือไม่
ตั้งเลย “อนุทิน” ตั้งเลย...แล้วมานั่งนับถอยหลังกัน!!
++ ของแทร่!.."ไตรรงค์" ยันตรวจสอบ"คลิปเสียง"แล้ว… ตอกหน้าทนายโจ๊ก!?
เรื่องราวกรณีคลิปเสียง "คดีสินบนทองคำ" ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำออกมาเผย ต่อมา ทีมทนาย"โจ๊ก" พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้ แทนที่จะโต้แย้งเนื้อหาสาระในคลิปเสียง กลับมาแนวดรามาไซไฟ เรื่องปัญญาประดิษฐ์ มาสร้างความไขว้เขวเบี่ยงเบนประเด็น ให้สังคม
โดยตั้งข้อสงสัยจะเป็น "คลิป AI" ซึ่งมุกนี้ต้องบอกว่ายิ่งกว่าละครหลังข่าว
โบราณว่า ของจริงน่ะนิ่ง...ของปลอมลื่นไหล ว่าแล้ว "พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ" รองจเรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ โฆษกตร. ไม่ปล่อยให้สังคมอุดมดรามานาน ออกมาสวนกลับแบบ "ช็อตฟีล" ทีมทนายโจ๊ก
“พล.ต.ท.ไตรรงค์” ยืนยันนั่งยัน ว่าคลิปเสียงที่เปิดไป (18เม.ย.) “วิทยาศาสตร์" ล้วนๆ ไม่มีไสยศาสตร์ หรือ AI ผสม!ตามที่ทีมทนายโจ๊ก หยิบยกมาอ้าง
เพราะตำรวจตรวจสอบมาอย่างดีตามมาตรฐานสากลโลก ไม่ใช่แค่โหลดแอปฯ มาเล่นขำๆ นะคับนะทนาย!
ที่สำคัญ ถือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ
พนักงานสอบสวนยุคสมัยนี้ ถ้าเป็นพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ เขามีกระบวนการตรวจสอบที่แน่ชัด ไม่ใช่เอาความรู้สึกส่วนตัวมาวัด
ส่วนที่ ทีมทนายโจ๊ก พยายามกวนน้ำให้ขุ่น ตั้งคำถามว่าการแถลงข่าวเปิดเผยคลิปเสียงดังกล่าว ได้รับอนุญาตจาก "บิ๊กต่าย" พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือไม่นั้น
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอกกลับทนายโจ๊กว่า เป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาโดยตรงอยู่แล้ว ไม่ได้มาทำคอนเทนต์ส่วนตัว!
ขณะที่มหากาพย์ “สินบนทองคำ 246 บาท” นี้มีตัวละครลับที่ถูกพาดพิงชื่อ "เอ็ดเวิร์ด" หรือ "สามารถ" ว่า หายไปไหน?
งานนี้ โฆษกตร.ไขข้อข้องใจให้กระจ่างว่า คดีนี้เหมือน "เด็กกับผู้ใหญ่ร่วมกันทำผิด" ก็ต้องแยกสำนวนกันไปตามสถานะ ใครเป็นกรรมการองค์กรอิสระ ก็ไปทางศาลฎีกา ใครเป็นชาวบ้าน หรือตำรวจทั่วไป ก็ไปทาง ป.ป.ช. และนายสามารถ นำพยานหลักฐานมาชี้แจงจนพนักงานสอบสวนเชื่อได้ว่า ไม่มีเจตนาร่วมกระทำผิด จึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
และที่พล็อตหักมุมยิ่งกว่าใดๆ ก็คือ... ข้อเท็จจริงอันเป็นที่มาของคลิปเสียง ที่ทีมทนายโจ๊ก โบ้ยไปว่าเป็นคลิป AI คนที่เป็นคนส่งคลิปเสียงนีัให้ตำรวจก็คือ "เอ็ดเวิร์ด" เอง! ซึ่งหมายความว่า นายสามารถ หรือ "เอ็ดเวิร์ด" เป็นผู้บันทึกเสียงการสนทนานั้นไว้
“โจ๊ก” ที่ชอบแอบอัดคลิปคนอื่น คราวนี้โดนกับตัวเองเข้าบ้างแล้ว แบบ “กงกรรม กงเกวียน”
งานนี้ "โจ๊ก" ยังจะลื่นไหลว่าเป็น "AI" ก็เอาที่สบายใจ นะครับนะ ตำรวจเขาเดินลุยหน้าตามประจักษ์พยานที่มีอยู่...คดีนี้จะไปสิ้นสุดลงตรงไหน ก็ขอให้โปรดติดตามกันต่อไป


