xs
xsm
sm
md
lg

ดับไฟใต้ ต้องยุติธรรมกับความจริง !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล
เมืองไทย 360 องศา

“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ยุทธศาสตร์พระราชทาน สำหรับ “ดับไฟใต้” ที่ทันสมัย และใช้ได้ผลมาทุกยุคทุกสมัย แต่ที่ผ่านมา หากพิจารณาจากสถานการณ์นับตั้งแต่เหตุการณ์ “ปล้นปืน” เมื่อปี 2547 มาจนถึงวันนี้ แม้ว่าสถานการณ์จะลดความรุนแรงลงเมื่อเทียบกับเหตุการณ์หลังจากนั้นไม่นาน แต่ก็ยังถือว่า “ยังแรง”

ในเมื่อบอกว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวใช้ได้ผล แต่คำถามก็คือ ทำไมปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ จึงยังมีมาอย่างต่อเนื่อง คำตอบแบบเข้าใจง่าย และเห็นภาพก็คือ “ความไม่จริงจัง” จากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ มีการจัดการกับปัญหาแบบไม่สุด และไม่ต่อเนื่อง รวมทั้ง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” แบบไม่เต็มร้อย และต่อเนื่อง

แน่นอนว่าสำหรับพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นพื้นที่ “พิเศษ” มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เป็น “พื้นที่อ่อนไหว” ง่าย ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่เคยใช้ได้ผลในพื้นที่อื่น อาจใช้ไม่ได้ผลในพื้นที่ดังกล่าวก็ได้ และการสถานการณ์ลดความรุนแรงลงยังต้องใช้เวลาต่อเนื่อง แต่หัวใจสำคัญก็คือ ต้อง“เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา”จริงๆ

บางสำหรับการแก้ปัญหาอาจ “ไม่ต้องโลกสวย” แต่ต้องมองสถานการณ์ด้วยความเป็นจริง สร้างความไว้วางใจ และที่สำคัญต้องสร้าง “ความยุติธรรม” ให้เกิดขึ้น และให้ชาวบ้านมีความรู้สึกแบบนั้นให้ได้ ซึ่งเชื่อว่าฝ่ายความมั่นคงที่อยู่ในพื้นที่มานาน ย่อมมีวิธีการอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในพื้นที่ชายแดนมักมีเรื่องการ “ทุจริต” มีเรื่องธุรกิจผิดกฎหมาย มีผลประโยชน์มหาศาล และแน่นอนว่าผลประโยชน์ดังกล่าว ย่อมไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และพวกนักการเมือง นายทุน ซึ่งถือว่าเป็น “สูตรสำเร็จ” อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ หลับตาก็ย่อมเห็นภาพ

และด้วยเงื่อนไขที่พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่สำคัญอีกบทหนึ่งก็คือ “ความห่างไกล” หรือไกลหูไกลตา ซึ่งในอดีตกลายเป็นพื้นที่มักเป็นพื้นที่ที่ลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ทำผิด กลายเป็นว่า เพิ่มคนไม่ดี ไม่ได้เรื่องลงไปในพื้นที่ จนกลายเป็นแหล่งรวมคนที่ไม่มีใจ เพราะหลายครั้งการย้ายเจ้าหน้าที่ลงไป “กบดาน” สักพัก พอเรื่องเงียบก็ขอย้ายกลับมา แม้ว่าในปัจจุบันเรื่องแบบนี้จะเบาบางลงไปบ้าง แต่ก็ยังถือว่า “มีอยู่” และ “ความห่างไกล” แม้ว่าอาจไม่ใช่ “ไกลปืนเที่ยง” ทีเดียวนัก เพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ไม่ยาก แต่ด้วยบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย ก็ยังทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงไม่อย่างถูกย้ายไปอยู่ที่นั่น

นอกเหนือจากนี้ ด้วยสถานการณ์ที่เกิดความรุนแรง มีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง จึงมีความต้องการแก้ปัญหา จนมีการทุ่มเทสรรพกำลัง ทุ่มงบประมาณจำนวนมากลงไป จนอีกมุมหนึ่งก็เกิดกรณีที่เรียกว่า “เลี้ยงสถานการณ์ เพื่อเอางบประมาณ” จนมีเสียงพูดกล่าวหากันแบบนี้มานานแล้ว ซึ่งกรณีนี้มักเกิดขึ้นกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เชื่อว่าในวงการรับรู้กันดีอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นเพียงเสียงนินทาให้ได้ยินกันเท่านั้น แต่รับรองว่าต้องมีส่วนจริงแน่นอน

อย่างไรก็ดี มีมุมมองจากคนที่เคยทำงานในพื้นที่ และไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจ แบบไม่ต้องซับซ้อนอะไรมาก อย่าง แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม โพสต์เฟซบุ๊กว่า ในฐานะคนทำงานในพื้นที่จริง ตั้งแต่ปี 2547-2558 เรื่องใหญ่คือ

1.สถานการณ์เป็นเครือข่ายที่ยุ่งยากซับซ้อน ผู้ก่อเหตุเป็นเครือข่ายข้ามพื้นที่ ก่อเหตุหลายครั้งหลายคดี แต่การดำเนินคดีเป็นเหมือนคดีทั่วไปไม่เน้นเครือข่าย คดียกฟ้องมีมากไม่ได้มีการทบทวนความล้มเหลวที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

2.การผลักดันให้ใช้นิติวิทยาศาสตร์ให้มากที่สุดเพื่อความจริงและความเป็นธรรมทั้งในเหตุการณ์รายวันและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มักจะถูกขวางโดยเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพให้หลบหลีกได้

3.การนำข้อมูลไปใช้ในการรายงาน มักเป็นการพูดความจริงเสี้ยวเดียว เพื่อป้องกันการถูกตำหนิหรือเกรงใจในอำนาจของฝ่ายอื่น ที่สำคัญจะถูกตัดทอน ปกปิด เกลาเสียจนเป็นความไม่จริง ยังไม่รวมถึงการรายงานตามลำดับชั้น กว่าจะถึงระดับการตัดสินใจข้อมูลหลุด ถูกเติมแต่งจนห่างไกลความจริงแบบที่เรียกว่า เกมกระซิบ

ในฐานะที่เห็นว่า สถานการณ์กระทบผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก แต่เชื่อมั่นว่าหากทำงานตรงไปตรงมา ทำเต็มที่ก็น่าจะจัดการได้ไม่ยาก และด้วยความเป็นอิสระจากผลประโยชน์ ด้วยความเป็นแพทย์ที่อยากให้คนไข้หายจากโรค จึงพยายามตรวจ วินิจฉัยจนทราบว่าความรุนแรงในพื้นที่เกิดจากอะไรบ้าง ต้องรักษาอย่างไร แต่สิ่งที่พบคือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจอยู่ห่างไกลพื้นที่ ยากที่จะรู้ข้อเท็จจริง ทุกฝ่ายล้วนเกรงใจ ไม่แตะ ไม่ตัดสินใจ รวมถึงมีฝ่ายที่ต้องการสร้างฐานอำนาจเอง ทั้งต้องการรักษาตำแหน่ง สุดท้ายสถานการณ์ความรุนแรงก็ยังคงเกิดต่อเนื่อง

อยากเห็นผู้กำหนดนโยบายสั่งการโดยใช้ธรรม โดยใช้ปัญญา เรื่องนี้คือการกระทำผิดกฎหมายของแผ่นดินใครก่อเหตุใครสนับสนุนต้องรับโทษตรงไปตรงมาไม่เกี่ยวกับศาสนา รวมไปถึงต้องจัดการเรื่องทุจริตในทุกหน่วยอย่างจริงจังไม่เลือกปฏิบัติ เวลาได้ยินว่าแก้ยากเพราะเสพติดงบ ฟังแล้วปวดใจยิ่งนัก
ภาคส่วนที่สำคัญคือ สื่อที่ควรเสนอความจริงครบด้าน และถูกต้อง

คำพูดเรื่องปัญหาความรุนแรงในจชต.ของแม่ทัพที่ถูกถ่ายทอดมา เป็นความจริงที่ไม่ค่อยมีคนกล้าพูด อยากให้มองทุกประเด็น อย่าพยายามใช้ประโยชน์ขยายผลเป็นส่วนๆ มองด้วยใจเป็นธรรม การทุจริตทั้งเงิน ทั้งอำนาจ และเวลาได้ทำลายประเทศไทยมานานแล้ว ใช้โอกาสนี้นำร่องจัดการเรื่องทุจริตของทุกฝ่ายได้เลย กล้าไหม

แน่นอนว่าคำพูดและความเห็นของ “หมอพรทิพย์” ดังกล่าว ย่อมไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งหลายคนย่อมรับรู้กันดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามักไม่ค่อยมีใครพูดให้หมด หรือบางคนชอบพูดแบบ “โลกสวย” เอาเท่ เอาหล่อ เสียเป็นส่วนใหญ่ และหากพิจารณากันแบบไม่ต้องทำให้ซับซ้อนก็คือใช้ยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เท่านั้นเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาเรา เข้าใจจริงหรือเปล่า เข้าถึงและพัฒนาจริงหรือเปล่า เท่านั้นเอง ซึ่งล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ผลักดันนำยุทธศาสตร์พระราชทานมาใช้อย่างจริงจังอีกครั้ง ก็หวังว่าจะเอาจริงเสียที

เพราะหากบอกว่าชายแดนใต้ เป็นพื้นที่พิเศษที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น หรือยุทธศาสตร์หนึ่งที่ใช้ได้ผลกับพื้นที่อื่น แต่อาจใช้ไม่ได้ผลกับที่นั่น แต่อย่างไรก็ดีที่สำคัญต้อง “เข้าใจ” ให้ได้จริงเสียก่อน แต่ที่ผ่านมามัก ไม่เข้าใจหรือเข้าใจไม่จริงเสียมากกว่า ทุกอย่างจึงยังเป็นปัญหา และมีการเปลี่ยนทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล และมีทีมใหม่เข้าไปดูแล !!